- Advertisement -

เรื่องจริงจากปากสาวบ้านนอกผู้เคยถูก "รุมโทรม" และเคย "ทำแท้ง" มาแล้ว สุดท้ายเธอเลยกลายเป็นสาว "นักล่าแต้ม"


ฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ยากจน พ่อแม่ปล่อยฉันไว้ให้ปู่และย่าเลี้ยงเพื่อไปทำงานก่อสร้าง ระหว่างที่อาศัยอยู่กับปู่และย่าฉันมักโดนเอาไปเปรียบเทียบกับญาติผู้หญิงอีกคนหนึ่งอยู่เสมอ จนฉันตั้งปณิธานไว้ว่า วันหนึ่งฉันจะสวย น่ารัก รวย และเก่งกว่าญาติคนนั้นให้ได้

เมื่อโตขึ้น ฉันย้ายเข้าไปเรียนในเมืองกับป้า และสามารถสอบได้ที่ 1 ของชั้น ทว่านั่นก็ยังไม่ทำให้ฉันพอใจสักเท่าไหร่  ต่อมาฉันได้งานทำเป็นสาวเชียร์เบียร์ เงินส่วนหนึ่งฉันนำมาส่งตัวเองเรียนจนจบชั้นมัธยม 3 และเข้าเรียนต่อ ปวช. อีกส่วนหนึ่ง ฉันใช้ไปกับของฟุ่มเฟือยเพื่อให้ตัวเอง “สวย” ขึ้นซื้อกระเป๋าบ้าง เครื่องสำอางบ้าง กลับบ้านแต่ละครั้งก็ใส่ทองกลับบ้าน จนญาติ ๆ พากันฮือฮา กลายเป็นคนเด่นคนดังของครอบครัว

ระหว่างนั้นฉันเริ่มมีหนุ่มๆ มาติดพันหลายคน เมื่อเห็นว่าเพื่อนบางคนคบผู้ชายแล้วได้สตางค์ ฉันจึงเริ่มหาเงินจากการคบผู้ชายหลายคน มีตั้งแต่อายุ 27 - 50 ปีสับเปลี่ยนคนไปเรื่อย…“พี่ต้องช่วยหนูนะหนูเดือดร้อนเรื่องเงิน” “เดือนนี้หนูขอ 5,000ได้ไหมคะ” นี่คือคำพูดติดปากฉัน

จนกระทั่งเรียน ปวช.ปี 2…ชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฉันปลื้มรุ่นพี่คนหนึ่งมาก ซึ่งโชคดีที่มีโอกาสได้ไปเข้าค่ายกับเขาวันหนึ่งเพื่อนทั้งกลุ่มของรุ่นพี่หลอกฉันว่ารุ่นพี่คนนั้นนัดฉันไปพบทั้งที่เขาเองไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย…กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรฉันก็โดนรุ่นพี่ทั้ง 8 คนรุมโทรมจนเจ็บฝังใจได้แต่อาฆาตพวกมันทั้งกลุ่มอยู่เงียบ ๆคนเดียวว่า “กูจะฆ่ามึงให้ตายหมดทุกคน”


ช่วงเวลานั้นฉันปั้นหน้าเฉย ทำตัวเป็นปกติเมื่อไปอยู่กับลุงและป้า ไม่กล้าบอกใครถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เวลาที่เข้าห้องนอนฉันได้แต่นอนร้องไห้น้ำตาไหลพราก  พอผ่านไปไม่กี่วันฉันก็เริ่มทำใจได้ว่า มันเสียไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว มีอย่างเดียวคือเช็ดน้ำตาแล้วก้าวเดินต่อไป

หลังจากนั้นฉันก็เริ่มมีแฟนอีกครั้งน่าแปลกที่หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว ฉันกลับมีความต้องการมากขึ้น ฉันจึงหันไปทำตัวแบบเดิม…แต่ทำมากกว่าเดิม เงินที่ได้มาฉันก็เอาไปใช้จ่ายอย่างสุขสบาย มีบางส่วนใช้กับการเรียน แต่อีกส่วนฉันก็เอาไปเลี้ยงผู้ชายหล่อๆ เพื่อจะได้อวดกับเพื่อนๆ ในกลุ่มว่า คนนี้ “กินแล้ว”…

ตลกดีเหมือนกันที่คนที่โดนหลอก “กิน”ส่วนมากมักไม่ค่อยรู้ตัว เพราะส่วนใหญ่คนเหล่านี้จะเป็นเด็กเรียน เช่น ประธานนักเรียน นักกีฬาดีเด่น  เป็นตัวท็อปของโรงเรียน  ฉันเองก็เป็นเด็กเรียน บางครั้งจึงใช้การเรียนเป็นสะพานไต่เข้าไปหา “เป้าหมาย”…เรียกว่าเป็นตัวช่วยในการอ่อยได้อย่างดี

อาจเรียกได้ว่า ความสัมพันธ์ของฉันกับผู้ชายในเวลานั้นคือการเอาเซ็กซ์มานำความสัมพันธ์ บางคนถ้าเซ็กซ์ไม่โดนใจฉันอาจนอนกับเขาแค่ครั้งเดียว ในขณะที่บางคนคุยกันแค่ไม่กี่ครั้งก็สามารถเข้าโรงแรมด้วยกันได้

ช่วง ปวช.ฉันมีอะไรกับผู้ชายไม่ต่ำกว่า50 คนใน 1 ปี ได้เงินต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่น ตอนนั้นแฟนที่คบเป็นตัวเป็นตนเริ่มระแคะระคาย จึงให้ฉันไปอยู่บ้านเขาพออยู่ด้วยกันสักพัก ฉันก็ตั้งท้อง แต่แฟนกลับให้ไปเอาออก ทั้งที่ตอนนั้นท้องได้ 4 เดือนแล้ว ด้วยความที่ยังเด็ก ฉันเลยทำตามที่แฟนบอก ซึ่งวันที่เอาออกถึงได้รู้ว่าเด็กในท้องของฉันอายุ 6 เดือนแล้ว พอพ่อแม่ของแฟนฉันรู้เรื่องก็รุมด่าฉันว่า “โง่” ไม่ยอมปรึกษาผู้ใหญ่ สุดท้ายฉันจึงตัดสินใจหอบเสื้อผ้าหนีออกจากบ้านแฟน

หลังจากหนีออกมาได้ไม่นาน ฉันก็ตัดสินใจเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเปิดของรัฐแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นฉันโดนแฟนเก่าตามราวีบ้าง แต่สักพักเราก็ตกลงกันได้ ฉันจึงเริ่มมีแฟนใหม่ แต่หนุ่มคนนี้ไม่ค่อยมีเงินฉันจึงกลับไปทำแบบเก่า จนมีเงินมากพอที่จะสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง และเริ่มเข้าสู่เกม “ล่าแต้ม” เต็มตัว


“นักล่าแต้ม” กลุ่มเรามีมากกว่า 20 คนแต่ละคนจะมีลิสต์รายชื่อรุ่นพี่หน้าตาดีของคณะต่างๆ มาเก็บไว้…“กิน” 1 คนได้ 1 คะแนน ยิ่งคนไหนได้ยาก  เป็นตัวท็อปคะแนนจะยิ่งมากและยิ่งน่าลอง เพราะใคร “จัดการ” ได้ถือว่าเก่งและจะกลายเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม โดยกลุ่มจะมีมีตติ้งในแต่ละเดือนเพื่อเช็กคะแนน แต้มเหล่านี้จะถูกนำมารวมกันในแต่ละเทอม ใครได้แต้มสูงสุดก็จะได้ของรางวัลไป

รางวัลของกลุ่มฉันในตอนนั้นคือตั๋วเครื่องบินทัวร์ฮ่องกง 1 สัปดาห์ คนที่ไม่เคยไปเมืองนอกอย่างฉันจึงอยากได้ตั๋วใบนี้มากเสียยิ่งกว่าอะไร!

มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันสืบรู้มาว่า รุ่นพี่“ตัวท็อป” คนหนึ่งมักจะคบแต่เหล่าพริตตี้และนางแบบสวย ๆ จึงจัดการโมดิฟายตัวเองขนานใหญ่แล้วผันตัวเองเป็นพริตตี้และนางแบบหนังสือสำหรับผู้ชาย เพื่อที่ตัวเองจะได้ 4 แต้ม…แน่นอนว่า ฉันตกปลาตัวใหญ่ได้ และในที่สุดปีนั้นก็ได้ไปทัวร์ฮ่องกงเรียกได้ว่า ได้ทั้งเที่ยว ได้ทั้งเงิน และยังมีอาชีพที่จะทำต่อไปในอนาคตด้วยคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!…ในช่วงเวลาที่เรียนนั้น ฉันจึงได้รับการยอมรับจากเพื่อนทั้งกลุ่มว่าทั้งสวย เก่ง  และฉลาด

แม้ว่าสิ่งที่ฉันทำอาจดูไม่ดีนักในสายตาคนอื่น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สามารถส่งฉันเรียนจนจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับสองได้ถึง 3 มหาวิทยาลัย ฉันจึงมีเครดิตดีมากในการทำงาน ทำให้อาชีพพริตตี้และนางแบบของฉันก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนมีคนชวนไปโชว์ตัวที่ต่างประเทศ


ช่วงที่อยู่ต่างประเทศ บางครั้งก็มีคนชวนไปทานข้าว พอถูกใจก็เข้าโรงแรมคนเหล่านี้จะวางเงินไว้ที่หัวเตียงทั้งที่ฉันไม่ได้อยากได้ สุดท้ายฉันจึงตั้งราคาไว้สำหรับการ “ไปต่อ” ทุกครั้ง และ “ให้ฟรี” ถ้าถูกใจเรื่องบนเตียงเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าไปโชว์ตัวเดินแบบที่ไหน เป็นต้องได้เงินก้อนใหญ่ ๆจากที่นั่นทุกทีไม่มีพลาด!

จนกระทั่ง 3 ปีที่แล้ว ฉันเกิดแพ้ใจผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีพื้นฐานครอบครัวอบอุ่นมาก ผู้ชายคนนี้ไม่เคยรู้อดีตของฉันเลย…และทันทีที่รักสุกงอม เราสองคนก็หมั้นและแต่งงานกัน

ทว่าด้วยความอยากให้มีเงินในการสร้างเนื้อสร้างตัวเร็วๆ ทำให้ฉันตัดสินใจ“รับจ๊อบ” หาเงินในแบบเดิม ๆ ที่ต่างประเทศโดยที่คุณสามีไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย แต่การที่ฉันไป “ทำงาน” ต่างประเทศบ่อย ๆก็กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้สามีมีคนใหม่ และเอาเงินของฉันไปปรนเปรอผู้หญิงอีกคนหนึ่ง!

อนาคตที่ฉันวาดหวังไว้ว่าจะทำงานนี้อีกเพียง 2 เดือนแล้วจะเลิกเพื่อมาดูแลสามีและมีลูกกับเขา กลับแตกละเอียดเป็นผุยผง!

หลังรู้เรื่อง  ฉันตัดสินใจว่าจะถอนเงินที่เก็บไว้ก้อนหนึ่งประมาณหกเจ็ดแสนมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ (โดยไร้สามี) แต่แล้วก็กลับพบว่า…เงินในบัญชีเหลือเพียง 450 บาทเท่านั้น! ฉันตกใจจนล้มทั้งยืนในธนาคารนั้นเอง…

หลังจากฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล ฉันมีอาการคล้ายสมองช็อร์ต คุยกับใครไม่รู้เรื่องรู้แต่เพียงเงินที่เพียรเก็บมาทั้งชีวิตหายวับไปกับตาเพราะถูกสามีถอนเอาไปให้ผู้หญิงอื่น(ตอนนั้นรู้สึกเสียดายเงินมากกว่าสามีซะอีก!)ซึ่งผู้หญิงคนนี้ก็มาระรานเยาะเย้ยฉันทุกวันจนสุดท้ายความเครียดที่เก็บกดไว้ทำให้ฉันกลายเป็นคนเสียสติ ต้องไปอาศัยอยู่ที่โรงพยาบาลศรีธัญญาเกือบเดือน


พออาการดีขึ้น ฉันเริ่มถอยห่างจากสามีออกมา ทว่ากลับตรวจพบว่า ตัวเองท้อง! ตอนแรกฉันพยายามจะ “ยัดเยียด” ลูกให้เป็นของผู้ชายทุกคนที่เคยมีความสัมพันธ์กับฉัน  ทั้งสามี  แฟนที่สิงคโปร์  และคนระดับรัฐมนตรีที่เคยเลี้ยงดูฉัน  ต่อมาจึงค่อยๆ ตัดออกทีละคนๆ เมื่อมั่นใจแน่ๆ ว่าไม่ใช่ลูกของเขา (ซึ่งแต่ละคนก็ดูจะดีใจไม่น้อย!)

หลายคนอาจบอกว่าฉันร้ายกาจมากที่ทำตัวแบบนี้ แต่เพราะช่วงนั้นฉันต้องการเงินจากทุกคนมารักษาโรคทาลัสซีเมียของตัวเองซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และนำมาเลี้ยงลูกให้มีอนาคตที่ดีต่อไป

ปัจจุบันฉันยังคงไม่รู้ว่าลูกของฉันเกิดจากผู้ชายคนไหน แต่ต้องขอขอบคุณผู้ชายคนนั้นอย่างมากที่ได้มอบของขวัญที่วิเศษที่สุดให้ฉัน

แม้ว่าตอนนี้ฉันยังต้องใช้เงินมากในการรักษาตัว แต่ฉันมั่นใจว่า จะไม่พาตัวเองกลับไปเลือกทางเดิมอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่เห็นหน้าลูก ฉันพบว่าตัวเองไม่สามารถทำตัวเหลวแหลกแบบเดิมได้อีกต่อไป ฉันกลัวเวรกรรมจะมาตกอยู่กับลูกฉันตัดสินใจแล้วว่า จะเลี้ยงลูกด้วยการทำงานสุจริตเพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้เขา

ที่มา: Truestory
แชร์ไปยัง Google Plus
- Advertisement -