- Advertisement -

แทบช็อก!! ฉันแกล้งกินยาฆ่าตัวตาย เพราะหลังแต่งงานสามียังใช้ถุงยางขณะมีอะไรกัน แต่พอรู้ความจริงเท่านั้นแหล่ะ น้ำตาไหล...


ฉันพบกับสามีในงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อน ด้วยความที่ฉันโสด เมื่อได้พบเขาจึงรู้สึกชอบเขาตั้งแต่แรกเห็น เขาดูสุขุมหน้าตาดี จึงทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะเป็นฝ่ายเริ่มเข้าหา ถึงแม้ในตอนแรก ๆ เขาจะดูเย็นชา แต่เมื่อเราสองคนมีโอกาสพบกันบ่อยขึ้น เขาก็เริ่มเปิดใจและคบหากับฉัน หลังจากนั้นสองปีเราก็ตัดสินใจแต่งงานกัน

ช่วงที่คบกันแรก ๆ เราก็มีเพศสัมพันธ์กันแล้ว ฉันประทับใจในความสุภาพบุรุษที่เขาต้องใช้ถุงยางทุกครั้งก่อนมาสัมผัสฉัน ถึงแม้ว่าเขาจะดูอาย ๆ ไปบ้าง แต่ฉันก็ชอบที่เขาดูมีความรับผิดชอบดี

หลังจากที่แต่งงานกันแล้ว เขาก็ยังคงสวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ฉันเคยถามเขาว่าคิดอยากมีลูกไหม ? เขาบอกฉันว่าตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะมีลูก ขอทำงานเก็บเงินไปก่อน แต่เมื่อแต่งกันได้สองปี เขาก็ยังคงสวมใส่ถุงยางทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เขามักบอกความน่ากลัวของการมีลูกให้ฉันฟังอยู่เสมอ เช่น มีลูกทำให้นอนหลับไม่สนิท ตอนท้องก็ทำอะไรไม่สะดวก มีลูกแล้วทำให้ผิวพรรณเหี่ยว และเวลาส่วนตัวของเราก็จะไม่มีอีกต่อไป ฯลฯ ทำให้ฉันกลัวการมีลูก และชินกับการที่เขาสวมใส่ถุงยางอนามัย จนเวลาผ่านไปฉันเริ่มอยากมีลูกสักคน เพื่อมาเติมเต็มครอบครัว เพราะตอนนี้ฉันคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว ฉันจึงไปบอกสามีว่าไม่ต้องใส่ถุงยางอนามัยตอนมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว เขาไม่เพียงปฏิเสธ แต่ยังแสดงอาการไม่พอใจที่ฉันไปร้องขออีกด้วย ฉันจึงแอบใช้เข็มเจาะรูถุงยางอนามัยทุกชิ้น แต่ก็ยังถูกจับได้อยู่ดี
เมื่อถูกปฏิเสธหลายครั้งเข้า ฉันก็เริ่มงอแงจึงบอกว่า “ ถ้ายังสวมถุงยางอนามัย เราก็หย่ากันเถอะ เพราะฉันอยากมีลูก ” เขาตอบตกลงโดยที่ไม่พูดอะไรเลย และไม่ว่าจะอ้อนด้วยลูกไม้ไหนก็ตาม สามีก็ยังยืนยันคำเดิม ฉันจึงเอานมอัดเม็ดไปใส่ในขวดยานอนหลับ แล้วบอกว่า “ ฉันจะกินยาฆ่าตัวตาย ถ้ายังไม่ยอมถอดถุงยาง !! ” เมื่อพูดจบฉันก็กรอกนมอัดเม็ดเข้าปากไปทั้งหมด แล้วแกล้งทำเป็นล้มลงนอน เขาตกใจมาก และรีบโทรแจ้งหน่วยฉุกเฉินทันที เขาอุ้มฉันไปที่ห้องน้ำแล้วล้วงคอให้ฉันอาเจียนออกมา แล้วบอกว่า “ อาเจียนออกมาให้หมดนะ แล้วผมจะบอกความจริงกับคุณ...”

เมื่อฉันได้ยินดังนั้น จึงไปสวมกอดเขาทันที แล้วถามว่าความจริงอะไร ? เขาหยิบกระดาษในซองจดหมายออกมาให้ฉันอ่าน กระดาษแผ่นนั้นเป็นผลตรวจเลือดที่บอกว่า เขากำลังติดเชื้อเอชไอวี ฉันตกใจจนล้มตัวลง ฉันถามว่าทำไมถึงปิดบังฉันมาตลอด ? เขาคุกเข่าและร้องไห้บอกฉันว่า เขาได้รับเชื้อมาตั้งแต่ยังไม่รู้จักกับฉัน เขาอยากมีชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป จึงจำเป็นต้องโกหกแบบนี้ เขาคุกเข่าอ้อนวอนฉันไม่ให้ทิ้งเขาไป และขอร้องให้อย่าไปบอกใคร


ฉันสับสนและทำอะไรไม่ถูก ฉันรักเขามาก ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ฉันคิดไตร่ตรองอยู่สักพักจึงตัดสินใจบอกเขาไปว่า ฉันจะดูแลเขาเอง เราจะสู้ไปด้วยกัน คำว่าสามีภรรยานั้นคือไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์เราจะเคียงข้างกันตลอดไป

ชีวิตคนเรามีหลายสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้เอง โดยเฉพาะเรื่องการเกิด แก่ เจ็บป่วย และตาย คนเรามักโหยหาความสุขในชีวิตเสมอ คนติดเชื้อเอชไอวีนั้นถึงจะมีข้อจำกัดหลายอย่าง แต่ก็ยังสามารถมีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปได้หากอยู่ในความดูแลของแพทย์ !

ที่มา: Liekr
Google Plus
- Advertisement -