- Advertisement -

เคลียร์ทุกประเด็น! เพชรซาอุฯ กับอัญมณีสีน้ำเงินของสมเด็จพระราชินีฯ


หลังจากที่มีข่าวลือหนาหูมานานนมเกี่ยวกับกรณีเครื่องเพชรของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่ามันคือ "บลูไดมอนด์" หรือเพชรสุดล้ำค่าที่หายสาบสูญไปจากประเทศซาอุดิอาระเบีย จนกลายเป็นที่ถกเถียงและนำไปสู่การโจมตีของสื่อต่างประทศและในประเทศมากมาย

ล่าสุด ทางเฟซบุ้กของ ปราชญ์ สามสี ได้ทำการเขียนบทความชี้แจงแถลงไขเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง แบบที่สยบข่าวลือทุกข้อได้อย่างอยู่หมัด โดยข้อความทั้งหมดระบุดังนี้..


"เพชรสีน้ำเงิน" ปราชญ์ สามสี ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๙

ไหนๆก็มีคนพยายามจะถามข้าพเจ้าหลังไมค์เข้ามาเรื่อง ข่าวลือเกี่ยวกับ "บลูไดม่อน" เจ้าปัญหา เสียเหลือเกินว่า เรื่องจริงมันเป็นอย่างไร?

ข้าพเจ้าจึงขออธิบายไว้สั้นๆ อย่างนี้นะครับว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีข่าวลือมากมาย เกี่ยวกับการสูญหายของ"บลูไดม่อน" จากประเทศซาอุฯ แต่เชื่อได้ว่า ยังไม่มีคนไทย คนไหนเลย เคยเห็นหน้าตาของ "บลูไดม่อน" แบบชัดๆ เอาเข้าจริงๆ ไม่มีใครมั่นใจเลยว่า "บลูไดม่อน" เคยเข้ามาในประเทศไทยจริงๆ มีแต่ "ข่าวลือ" ที่ใช้คำว่า "คาดว่า" "เชื่อว่า"แทบทั้งนั้น

แม้แต่ในขบวนการล้มเจ้าเองก็เช่นกัน พวกเขาไม่สามารถ พูดถึงรูปลักษณะ "บลูไดม่อน" ได้ชัดเจนซะคน บ้างก็ว่ามันเป็นทรงหยดน้ำ บ้างก็บอกว่าเป็นทรงรูปหัวใจ บ้างก็เป็น ทรงสี่เหลี่ยมขนาดเท่าหัวแม่โป้ง บางคนว่ามันคือสร้อยคอ แต่บางคนก็ คิดว่ามันคือแหวนเพชรสีน้ำเงินทรงหยดน้ำเม็ดโตๆ แต่แน่นอนว่า เมื่อเอารูปมายืนยันกันก็ล้วน ไม่เหมือนกันซะอัน

ข้าพเจ้าเลยขออนุญาต นำ "เพชรสีน้ำเงิน" สามภาพมาเปิดมุมมองกันเสียหน่อยนะครับ

ก่อนอื่น ขออนุญาตพูดถึง สร้อยที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสวมใส่ขณะเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๐ (ห้าปีหลังจากที่เยือนประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งแรก) แท้จริงแล้วสร้อยดังกล่าว เป็น "สร้อยพระศอไพลินสีน้ำเงิน" ไม่ไช่ "เพชรสีน้ำเงิน" ซึ่งเป็นเชื่อว่าเดิมที่เป็นของสมเด็จพระพันปีหลวงได้เป็นมรดกตกทอดมาอีกที จึงเรียกได้ว่า เป็นเครื่องเพชรประจำพระราชวงศ์ ก็ว่าได้


ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ได้มาจาก ไดอารี่ส่วนพระองค์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งถูกพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “ความทรงจำในการตามเสด็จทางราชการ” ซึ่งทรงบันทึกไว้ตอนที่พระองค์เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๐

โดยในหนังสือเล่มดังกล่าวมีการระบุความตอนหนึ่งว่า…

“คืนนั้น ข้าพเจ้าได้สวมสร้อยพระศอเพชร ซึ่งเป็นของเก่าของสมเด็จพระพันปีหลวง…”

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีข่าวเกี่ยวกับการที่ทรงเครื่องเพชรชิ้นใหญ่ๆ ออกมหาสมาคม ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันกังขาว่าประเทศเล็กๆ ในเอเซีย ร่ำรวยขนาดที่พระราชินีจะทรงใช้เงินฟุ่มเฟือยซื้อเครื่องเพชรแบบนั้นได้ ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่งแขกคนสำคัญคนหนึ่งในงานกล่าวถาม ม.จ. วิภาวดี รังสิต นางสนองพระโอษฐ์ (ยศในขณะนั้น-พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต) ว่า

“เอ้อ…สร้อยพระศอที่พระราชินีของท่านทรงอยู่นั้น คงเพิ่งซื้อใหม่จากปารีสละมัง”

หม่อมเจ้าวิภาวดี ทรงตอบว่า

“เอ๊ะ! นี่ท่านไม่รู้หรอกหรือว่า เมืองไทยของฉันมีอายุกว่า ๗๐๐-๘๐๐ ปีแล้ว พระราชวงศ์จักรีก็มีมาตั้งเกือบสองศตวรรษ เราจึงมีเครื่องเพชรประจำพระราชวงศ์บ้าง ไม่เห็นจะต้องซื้อของใหม่ราคาแพงมาใช้เลย”

…….

จากข้อมูลช่วงสั้นๆ ที่ปรากฎใน “ความทรงจำในการตามเสด็จทางราชการ” นี้จะทำให้เห็นได้ว่า เครื่องเพชร ที่พระองค์ประดับอยู่ หลายๆ ชิ้น ตลอดการเดินทางนั้น ล้วนเป็น เครื่องเพชรประจำพระราชวงศ์ ทั้งนั้น และ "สร้อยพระศอไพลินสีน้ำเงิน" นั้นก็เช่นกัน

------

แล้วภาพที่ปรากฎ เป็นข่าวลือ อีกมากมายล่ะ? เป็นเพชรสีน้ำเงินจริงหรือไม่? อันนี้ข้าพเจ้าขอหยิบภาพที่มักเข้าใจผิดมาให้ชมกัน

ภาพแรกคือ "Heart of the Ocean" หรือในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า "Le Cœur de la Mer" เพชรสีน้ำเงินรูปทรงหัวใจเม็ดเป้ง!ประดับล้อมด้วยเพชร เป็นเครืองประดับที่สวยงามมาก แต่น่าเสียดายว่า แท้จริงแล้ว "Heart of the Ocean" เป็นเพชรที่เกิดมาจาก การจินตนาการของผู้กำกับภาพยนต์ ไททานิค เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๗ (เม็ดเดียวกันที่ นางเอกของเรื่อง "โรส" ใส่ตอนถูกวาดภาพนั้นแหล่ะครับ) โดย "Heart of the Ocean" นั้นถูกจินตนาการขึ้นโดยอ้างอิง ประวัติ Hope Diamond ของฝรั่งเศส อีกที


ส่วนภาพที่สองที่ผมนำมาให้ดู นั้นเป็นที่ คุ้นหน้าคุ้นตามาก เพราะปรากฎใน ข่าวลือบ่อยครั้ง เกี่ยวกับเพชรซาอุฯ แต่แท้จริงแล้วมันคือ Hope Diamond ของฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบัน เพชรเม็ดนี้ อยู่ในพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ Hope Diamond ของฝรั่งเศส มีประวัติน่าสนใจมาก เพราะ Hope Diamond เป็นเพชรสีฟ้าที่ถูกตัดออกมาจาก เพชรเม็ดยักของ ราชวงศ์ฝรั่งเศส ที่ชื่อว่า French Blue (Le bleu de France) แต่สูญหาย ตั้งแต่สมัยปฎิวัติฝรั่งเศส (ล้มล้างการปกครองราชวงศ์บูรบง และได้ตัดหัว พระเจ้าหลุยที่ 16 และพระนางแมรี่ อังตัวเนตต์ ด้วยกิโยติน) ในภายหลังได้เข้าสู่ยุคแห่งความมืดซึ่งปกครองโดยมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ หรือผู้นำในลัทธิบูชาเทพีแห่งเหตุผล ผู้ตัดหัวทุกคนที่เห็นต่างจากตนเอง ... ซึ่งเป็นยุคเดียวกันที่ French Blue (Le bleu de France) ได้สูญหายจากฝีมือโจร และไปปรากฎอีกครั้งในประเทศอังกฤษ และถูกตัดแบ่งออกจนกลายเป็น Hope Diamond ของฝรั่งเศสนั้นเอง


ข้าพเจ้าจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมชาวอเมริกันในยุค ปีพ.ศ.๒๕๑๐ ถึงต่างตกตะลึงและเข้าใจผิดว่าสร้อยพระศอที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงสวมใส่อยู่นั้นอาจได้มาจากปารีส นั้นก็เพราะ สร้อยสีฟ้าของพระองค์นั้น ชวนให้นึกถึง Hope Diamond ของฝรั่งเศส ซึ่งเคยหายสาบสูญไปนั้นเองกระมั้ง

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ไช่แค่ ราชวงศ์ไทย เท่านั้นที่มี สร้อยไพลินสีน้ำเงิน แต่ใน ราชวงศ์อังกฤษเองก็มี สร้อยพระศอไพลินสีน้ำเงิน อย่างที่ เจ้าหญิงไดอานา ฟรานเซส (เจ้าหญิงแห่งเวลส์) เคยสวมใส่ ร่วมกับ รัดเกล้าประจำครอบครัวสเปนเซอร์ ในงานราชพิธี เมื่อ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ซึ่งถูกนำเสนอโดยมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย


สุดท้ายนี้ แม้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับ "เพชรซาอุ" จะยังถูกประโคมจากฝ่ายผู้ไม่หวังดีที่โจมตี สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย แต่หากเรามีสติและ เสียเวลาในการสืบค้นหาข้อมูล ก็จะพบว่า ข่าวลือ ยังไงก็เป็นแค่คำโกหกของคนช่างยุก็เท่านั้นเอง









ที่มา: เฟซบุ๊กเพจ ปราชญ์ สามสี
แชร์ไปยัง Google Plus
- Advertisement -