- Advertisement -

จำพวกมันได้มั๊ย!? ศาลตัดสินแล้ว "แก๊งปืนควาย" ที่ฆ่าฝังดินคู่อริแล้วรุมโทรมแฟนสาวท้องโยนเหว โดนโทษแค่นี้เองหรอ..!!?


เมื่อวันที่ 20 ต ค. นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพัทลุง อ่านคำพิพากษา ฆ่าแล้วฝัง ที่พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพัทลุง เป็นโจทก์ น.ส.ดา (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ร่วมกันเป็นโจทก์ นายเอ็กซ์ (นามสมมติ.) กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่น ซ่อนเร้นทำลายศพ พ.ร.บ. อาวุธปืน และอื่น ๆ

กรณีที่ น.ส.หนึ่ง (นามสมมติ) จำเลยที่ 3 เคยคบหากับ นายภาสกร คงสวัสดิ ผู้ตาย ในฐานะคนรัก โดยเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2559 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา น.ส.หนึ่ง จำเลยที่ 3 นัดให้ผู้ตายมาพบ นายเอ็ม และนายเปี๊ยก จำเลยที่ 1 - 2 จากนั้นใช้ปืนขู่บังคับผู้ตาย และ น.ส.ดา ผู้เสียหาย นั่งซ้อนท้าย ไปที่กระท่อมท้องนา แล้วจำเลยที่ 1 - 2 ร่วมกันข่มขืน น.ส.ดา ผู้เสียหายที่ 2 ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน และบังคับให้ผู้ตายไปนั่งที่ปากหลุม ก่อนใช้อาวุธปืนลูกซองยิงที่ศีรษะผู้ตาย 1 นัด จนตกลงไปในหลุม

จากนั้นบังคับให้ น.ส.ดา ลงไปในหลุมด้วย แต่ น.ส.ดา ร้องขอชีวิต จากนั้นช่วยกันกลบหลุมฝังศพผู้ตาย อำพรางด้วยกิ่งไม้ ต่อมา นายเปี๊ยก จำเลยที่ 2 พา น.ส.ดา ไปพักอาศัยที่บ้าน ในวันที่ 30 ม ค. 59 จำเลยที่ 1 - 2 พา น.ส.ดา นั่งรถยนต์กระบะไปตามถนนเพชรเกษม จนกระทั่งระหว่างทางจังหวัดพัทลุง - ตรัง จำเลยร่วมกันตีและใช้อาวุธมีดแทง น.ส.ดา อีกหลายครั้ง แล้วโยนลงไปข้างทาง ซึ่งมีลักษณะเป็นหุบเขาพับผ้าลักษณะสูงชัน

ต่อมามีพลเมืองดีผ่านมาพบ และให้ความช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาลตรัง กระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมจำเลยทั้งสามมาดำเนินคดี ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ


ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1 - 2 ทำผิดหลายกรรมต่างกัน ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามมีอายุกว่า 15 ปี แต่ต่ำกว่า 18 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุกจำเลยที่ 1 - 2 คนละ 25 ปี 36 เดือน และปรับคนละ 250 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุก 4 เดือน และปรับ 1,500 บาท

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพัทลุงแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 - 2 กระทำความผิดหลายข้อหาในลักษณะอุกฉกรรจ์ โดยเป็นการวางแผนคบคิดไว้ล่วงหน้า ผลการกระทำนอกจากทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัสแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึก และไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง

พฤติการณ์แห่งคดี นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับนิสัยและความประพฤติโดยทั่วไปของจำเลยที่ 1 - 2 มีข้อเสียหายหลายด้าน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด คบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม และใช้เวลาว่างไม่เป็นประโยชน์ ทั้งผู้ปกครองก็มิได้อบรมดูแลอย่างเข้มงวด ทำให้มีความเสี่ยงหรือโอกาสในการกระทำความผิดซ้ำได้อีก

การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนจึงไม่เหมาะสม จึงเห็นสมควรลงโทษจำคุกและปรับจำเลยที่ 1 - 2 เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เยาวชนรายอื่นในอนาคต สำหรับจำเลยที่ 3 เห็นว่า แม้นิสัยและความประพฤติจะมีข้อเสียหายอยู่บ้าง แต่ผู้ปกครองยังคงรักใคร่ห่วงใย และประสงค์จะรับตัวกลับไปดูแลเอง เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลยที่ 3 กลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และให้คุมความประพฤติไว้ 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติไว้

นายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า คดีนี้แม้อัตราโทษสูงสุด ตามมาตรา 289 จะบัญญัติให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียวก็ตาม แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 วรรค 2 บัญญัติว่า โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่ให้นำมาใช้บังคับกับผู้ที่ทำผิดขณะมีอายุต่ำกว่า 18 ปี และบทบัญญัติวรรคสาม ระบุว่า กรณีผู้กระทำผิดมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้ทำผิดซึ่งมีระวางโทษประหาร หรือจำคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็นระวางโทษนั้นเป็นจำคุก 50 ปี ซึ่งคดีนี้ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสาม มีอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี จึงได้ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงนับว่าคดีนี้ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยสูงสุดตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า นอกจากจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเยาวชนแล้ว คดีนี้เจ้าหน้าที่ยังได้จับกุมดำเนินคดีผู้ต้องหาร่วมที่อายุเกินกว่า 18 ปีอีก 4 รายโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดีของศาลอื่น

ที่มา: Manager
แชร์ไปยัง Google Plus
- Advertisement -