- Advertisement -

เสียงสะท้อนจากดาราโชว์หวิว!! "ต้นตอ" ปัญหาข่มขืน หรือแค่ "แพะรับบาป"?!!


ทันทีที่ เสธ.ไก่อู – พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเผยเรื่อง บิ๊กตู่ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอความร่วมมือจากเหล่าดารา นักร้อง คนมีชื่อเสียงที่แต่งกายวาบหวิวให้ละเว้นพฤติกรรม เพื่อหวังลดปัญหา ‘ข่มขืนกระทำชำเรา’ ในสังคมไทย ก็ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาในทันที

บ้างเห็นด้วยเพราะศิลปินดาราคือผู้กำหนดแฟชั่น ใครเห็นก็อยากแต่งตาม ซึ่งชุดนุ่งสั้น โชว์อก โชว์หวิวถ้ามาใส่เดินตามท้องถนน ยิ่งนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม

ทว่าบางคนกลับเห็นต่าง ด้วยถ้าคนทำไร้จิตสำนึก ต่อให้เหยื่อใส่ชุดรัดกุมคลุมตั้งหัวจรดเท้าก็ไม่ช่วยอะไร

นั่นเป็นเสียงของวงนอกที่สะท้อนมาจากหลากหลายฝั่ง แล้วดาราคนบันเทิงเล่าคิดเห็นว่าพวกเขาคือ ‘ต้นตอ’ หรือ ‘แพะ’ ของปัญหานี้กันเแน่?

“จริงๆ บางทีที่ดารานักแสดงแต่งตัว มันต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละสถานการณ์มากกว่า งานที่ได้รับ งานที่เราไป เป็นงานยังไง งานที่ไหน ธีมอะไร หรือแม้กระทั่งละคร” พรีม – รณิดา เตชสิทธิ์ ให้ความเห็น เพราะแม้จะเป็นสายนางเอก แต่บางงานก็เลี่ยงความเซ็กซี่ไม่ได้



“ด้วยหน้าที่ต้องแต่งตัวตามงานนั้น สถานการณ์นั้น ซึ่งคิดว่าดาราทุกคนก็พยายามเป็นตัวอย่างที่ดีให้อยู่แล้ว”

“เรามีส่วนที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนที่ติดตามเรา เราก็รู้ว่าใครติดตามเราบ้าง เด็ก เยาวชน เราก็ทำให้เหมาะสม”

อย่างเธอเองแต่งตัวโดยดูตามกาลเทศะ และยิ่งรู้ว่าเป็นคนไม่ระมัดระวังตัวจึงพยายามใส่ชุดที่ไม่เปิดเผยเนื้อหนังมังสามาก

พร้อมกันนั้นก็อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า “ดาราหรือเราก็ไม่ได้ใส่สั้น หรือวาบหวิวกันตลอด”

“ซึ่งบางคนเขามีไอดอล หรือมีบุคคลที่เป็นตัวอย่างในเรื่องการแต่งตัว ก็อาจจะเอาไปเลียนแบบ เราก็อยากให้เขาเลือกเลียนแบบหรือเลือกที่จะยึดถือสิ่งดีๆ เป็นตัวอย่างด้วย”


ส่วนเก๋ เลเดอเรอร์ – กันยกร ศุภการค้าเจริญ ที่มักโพสต์รูป 18+ ลงในอินสตาแกรมให้หนุ่มๆ ตาลุกบอกเลยว่า “มันไม่น่าเกี่ยวกัน”


“ถ้าอย่างของเก๋จะถามว่าบางทีคนจิตวิปริตที่จะข่มขืนคนได้ เขาติดคุกหรือเพิ่งออกตารางมา ฐานะทางบ้านไม่ดีแน่นอน แล้วเขาจะมีปัญญาหาโทรศัพท์มาเสพสื่อได้ยังไง เชื่อว่าคนพวกนี้เสพจากหนังสือเก่าๆ หรืออื่นๆ ที่มีมาช้านานแล้ว ตอนนี้พวกเราเซ็กซี่สตาร์ ที่อัพรูปลงโซเชียล เป็นการทำงาน เป็นความรับผิดชอบจากคนที่จ้างงานเรา”

ที่สำคัญ “คนที่โดนข่มขืนเขาแต่งตัวเซ็กซี่หรอ ก็ไม่ปะ”

“บางคนก็แต่งตัวเซ็กซี่ในชีวิตประจำวัน เขาก็ไม่โดนข่มขืน มันอยู่ที่ภาวะสังคมที่อยู่ เราจะสังเกตว่า คดีข่มขืนที่เกิดขึ้นมักอยู่ในชนชั้นที่ไม่ค่อยมีฐานะ หรือเสี่ยงต่อการโดนข่มขืน คนที่ข่มขืน ต่อให้เขาอยู่ในวัด อยู่ใต้ผ้าเหลือง ถ้าจิตใต้สำนึกเขาทราม ผ้าเหลืองก็ไม่ช่วย คดีพระข่มขืนก็มี บางคนที่อยู่ในชุดขาวก็เป็นอาชญากรได้ อยู่ที่จิตสำนึกของเรามากกว่า”
อย่างไรก็ตามแม้เธอจะมีแต่ภาพลักษณ์วาบหวิวตามประสาเซ็กซี่สตาร์ แต่ก็เชื่อว่าจะไม่มีเหตุร้ายทางเพศเกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะระมัดระวังตัวโดยอยู่ในที่ปลอดภัย มีแต่คนดีอยู่รอบตัว และพยายามไม่อยู่ในที่เปลี่ยว

“ต่อไปเราก็จะทำงานเหมือนเดิม เพราะเราเป็นเซ็กซี่สตาร์ เกิดมาเป็นเซ็กซี่สตาร์ไม่ใช่เรื่องง่าย มันเหมือนการศึกษาที่ต้องค่อยๆ เก็บ ประถม มัธยม ปริญญา กว่าจะไต่เต้ามาตรงนี้ไม่ง่าย แล้วเซ็กซี่มันก็มีหลายแบบ แต่เราเป็นแบบให้ความเอ็นเตอร์เทน สร้างสีสัน ไม่ได้ต้องการให้เกิดเรื่องเพศสัมพันธ์” เก๋ย้ำในที่สุด

ด้าน ออม บลูเบอร์รี่ – เพลินศิลป์ เกตุแก้ว นักร้องอาร์สยาม อดีตสาวสายโชว์ (เซ็กซี่) ก็ว่าคล้ายๆ กัน “จริงๆ ออมก็อยากให้ความร่วมมือ แต่ว่าหน้าที่การงานของเราก็จำเป็นที่จะต้องใช้ชุดคอนเซ็ปต์ที่บริษัทออกแบบให้”


อย่างชุดล่าสุดในเพลง ‘อกสั่น (Shake)’ ที่อาจไม่โป๊เท่าก่อนๆ แต่ก็วับแวมๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว หรืองานรีวิวขายของในโซเชียลเน็ตเวิร์คก็อาจมีชุดว่ายน้ำบ้าง อะไรบ้าง
ถึงอย่างนั้น “เวลาใช้ชีวิตประจำวัน ลงโซเชียลเน็ตเวิร์คก็หลีกเลียงได้โดยไม่โชว์รูปล่อแหลม อวดเนื้อหนังมากเกินไป เพราะออมขึ้นในไอจีตลอดว่าส่งเสริมการประหารชีวิตของคนที่ฆ่าข่มขืน เลยคิดว่าจะเป็นตัวอย่างให้กับสังคม”

เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสะเทือนใจกับคดีฆ่าข่มขืนบนรถไฟโดยผู้ร้ายคือ นายวันชัย แสงขาว หรือ เกมส์

“รู้สึกว่าน้องคือคนใต้เหมือนกัน ที่โดนเพราะน้องก็ไม่มีเงินมากพอที่จะนั่งเครื่องบิน เหยื่อมักจะไปเกิดกับคนที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีเงินสู้คดี มันไม่คุ้มกับเขา รู้สึกว่าทุกคนเริ่มพูดในคอมเม้นท์ตามข่าวต่างๆ ว่าเป็นเพราะนักร้อง เป็นเพราะสื่อที่มีภาพล่อแหลมมากขึ้น”

“ประกอบกับไอจีเราพอลงรูปเซ็กซี่ มีคนต่างชาติมาคอนเม้นท์แปลกๆ อีกอย่างคบพี่โยชิ (แฟนหนุ่ม) เป็นคนญี่ปุ่น ทางญี่ปุ่นรับไม่ค่อยได้ เพราะว่ามองผู้หญิงไทยแย่อยู่แล้ว ประเทศเราโด่งดังเรื่องขายตัวอยู่แล้ว เขาอยากให้ลองเปลี่ยน”

ซึ่งนั่นอาจช่วยได้แค่ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญเธอกลับมองว่าเป็นเรื่องของ ‘กฎหมาย’

“กฎหมายไม่เอาจริง ไม่เชือดไก่ให้ลิงดู ฆ่าข่มขืนไปอยู่ในคุก ทำอีกก็กลับไปอยู่ในคุกใหม่ ทำไมอ่ะ เราไม่เชือดไก่ให้ลิงดู เรามองประเทศฝั่งยุโรปที่มีประเทศหนึ่งที่ยกเลิกเรือนจำไปเพราะไม่มีใครทำผิด ประเทศเขากฎหมายรุนแรงกว่าเราอีก ทำไมเขาอยู่ได้ สังคมทำไมอยู่ได้ ไม่มีคดีแบบนี้ที่สะเทือนขวัญ ในขั้นตอนของกฎหมายด้วยหรือเปล่าที่ต้องปรับปรุง”
“ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ประหาร ต่อให้ข่มขืนฆ่าหรือไม่ฆ่า ถ้าจับได้ว่าผิดจริงไม่ใช่แพะรับบาปจะเก็บไว้ทำไมให้รกโลก”

“แล้วมันเป็นจิตวิทยา คนทุกคนบนโลกใบนี้มันกลัวความตายหมดแหละ ทำไมไม่ทำให้มันน่ากลัว ทำเป็นตัวอย่าง” เธอว่า

ก่อนจะขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือตัวผู้หญิงเองที่สมัยนี้หลายคนนอกจากไม่ระวังตัว ยังชอบโชว์หวิวผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยอยากให้บรรดาผู้หญิงรู้จักป้องกันตัวเอง แม้บางครั้งจะดูมากเกินไปจนคล้ายอาการจิตตก แต่ก็ดีกว่ามานั่งเสียใจภายหลัง

ดังนั้นออมจึงบอกทิ้งท้ายว่า “ไม่ใช่แค่นักร้องอย่างเดียวที่ควรจะโดนว่า สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือทุกคนต้องร่วมมือกัน”


ไม่ต่างจากอีกสาวเซ็กซี่ โม – อมีนา พินิจ ที่ยืนยันว่าปัญหาข่มขืนไม่ได้เกี่ยวกับดาราแต่งตัวโป๊


“โมก็เป็นคนกลางนะคะ ถ้าเป็นโม โมไม่เห็นด้วยนะกับที่นายกฯ พูด ถ้าไม่ใส่แบบนี้ก็คงต้องใส่ชุดไทยแล้วมั้ง”

นั่นเพราะ “มันเป็นหน้าที่การงานมานานแล้ว และก็เป็นแบบนี้มาตลอด ถ้าจะไม่ให้ดาราแต่งตัวโป๊ แล้วลดคดีข่มขืนได้ มันไม่สมเหตุสมผล”

“ถ้าดาราแต่งเรียบร้อยแล้วมันจะลดลงจริงหรอ โมว่ายังไงมันก็ไม่ลดลงหรอกถ้ากฎหมายไทยยังเป็นแบบนี้ เอาเวลามาบอกให้ดาราเลิกแต่งตัวเซ็กซี่ไปแก้กฎหมายให้มันแน่นกว่านี้ดีกว่ามั้ย ไปปรับบทลงโทษให้มันดีกว่านี้ ก็กฎหมายไทยเป็นแบบนี้ไง คนมันเลยไม่กลัว”

“จากนี้ไปก็โมก็ทำตัวเหมือนเดิมเลย เชื่อว่าดาราคนอื่นๆ ก็เหมือนเดิม เพราะมันนอนเซ้นส์ เชื่อเลยคงมีดาราไม่ถึง 5% ที่แต่งตัวให้เรียบร้อยให้นายกฯ”

“คนเรา การใช้ชีวิต การดำเนินชีวิตอยู่ ทุกคนมีการป้องกันตัวเองอยู่แล้ว มันเป็นสัญชาตญาณ อยู่ที่คุณเลือกอยู่ตรงไหนที่มันล่อคนพวกนี้ โอเคบางคนอาจจะเป็นคนบริสุทธิ์ที่โดน โอเคถ้าบอกว่าเลือกไม่ได้ต้องอยู่ตรงนี้ แต่ระบบความปลอดภัยมันไม่มีไง มันเลยเกิดเรื่องแบบนี้ ไปแก้กฎหมายก่อนเถอะ แล้วทุกอย่างจะลดลง”
“ไปทำกฎหมายให้มันดีขึ้นดีกว่า ง่ายกว่า ดีกว่าที่จะให้ประชาชนประพฤติใหม่” เธอย้ำ

และว่า “คิดดูเมืองนอกยังไม่มีแบบนี้เลย ทั้งที่เขาก็แต่งตัวเซ็กซี่ เมืองนอกเขาถ้ามีคดีแบบนี้ ก็ลงโทษด้วยการตัดอวัยวะบ้าง คนมันก็กลัวก็ไม่กล้าปะ ดูอย่างสิงคโปร์ดิ ทิ้งขยะโดนปรับ ก็ไม่มีใครกล้าทำสักคน”

“ถ้าต่อไปไม่ให้ดาราแต่งเซ็กซี่ พวกหนูก็ไม่มีงานมั้งคะ”

“ถ้าจะให้มาแก้ที่ดาราเราไม่เห็นด้วย เพราะถ้าดูแค่ไอดอลของประชาชนแต่งตัวอย่างไรทำให้เกิดปัญหา ทำไมไม่ดูโลกประเทศอื่นบ้างว่าเขาไปถึงไหนแล้ว เพราะเป็นแบบนี้คนไทยเลยล้าหลังค่ะ”

“ถ้าเกิดว่าอยากจะก้าว เหมือนประเทศอื่นก็กรุณาทำกฎหมายให้แน่นกว่านี้ แก้ที่ตำรวจ แก้พวกที่ทำงานกับกฎหมาย คนพวกนั้นง่ายกว่า ตำรวจทุกวันนี้ยังทำไม่ดีใส่ประชาชนอยู่เลย ถ้าให้ดาราเลิกแต่งเซ็กซี่มันคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอะ”

“มันไม่ใช่”

ส่วนคนอื่นจะเห็นอย่างไรก็แล้วแต่พิจารณาว่าแท้จริงแล้วดาราคือ ‘ต้นเหตุของปัญหา’ หรือ ‘แพะรับบาป’ กันแน่

ที่มา: Matichon
Google Plus
- Advertisement -