- Advertisement -

เกือบคอขาด!! เด็กชายวัย 13 ชวนเพื่อนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ขับเล่นริมเขื่อน หวิดดับสยองเพราะเชือกเส้นเดียว!?


จากกรณีเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 59 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Sunisa Yks ได้โพสต์ภาพพร้อมบอกเล่าเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้ระมัดระวัง หลังจากเกิดเหตุที่ทำให้ลูกชายวัย 13 ปีของเธอและเพื่อนของลูกชาย เกือบประสบอุบัติเหตุคอขาด ที่บริเวณถนนรอบอ่างเก็บน้ำเขาระกำ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยข้อความทั้งหมดระบุว่า


วันนี้ขออนุญาตนะคะ และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในถนนสายนี้ เป็นเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นกับตัวเอง เมื่อวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2559 เวลาประมาน 15.20 น. ถนนสายที่คนจังหวัดตราดเรียกว่าถนนสายริมเขื่อน หรือ ถนนรอบอ่าง มีเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับถนนสาธารณะเป็นถนนที่มีผู้คนไปขี่รถจักรยานยนต์ รถจักรยานไปออกกำลังกายกันเยอะพอสมควร และเป็นถนน ที่เป็นเส้นทางสัญจรผ่านไปมา


แต่มีบุคคลกลุ่มหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่อสาเหตุอะไร ทำเพื่อสะใจ หรือทำเพื่อประสงค์ใดๆ ไม่มีใครสามารถไปรู้ถึง มันเอาเชือกขึงจากต้นไม้ฝั่งบ้านมัน มาติดกับต้นไม้อีกด้านนึง ถ้าลูกกับเพื่อนๆ ขับรถจักรยานยนต์เร็วกว่านี้ คอคงขาดไปแล้ว ที่ลงในนี้อยากให้ทุกๆ ที่อ่าน และให้ระวังในการสันจรผ่านถนนเส้นนี้ ขณะนี้น้องยังนอนรักษาตัวอยุ่ที่ รพ. ถ้านักข่าวท่านใดสนใจหรืออยากทราบรายละเอียดมากกว่านี้นะคะ ติดต่อได้นะคะ ยินดีตอบทุกคำถาม เพื่อนำไปเป็นอุทาหรณ์ให้บุคคลท่านอื่นที่สันจรในถนนสายนี้คะ


ล่าสุด วันนี้ (22 ก.ค. 59) เด็กชายเอ (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี ผู้ประสบเหตุ ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพตราด ได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดว่า ในวันเกิดเหตุตนเองและเพื่อนๆ ได้นัดกันไปกินหมูกระทะที่ร้านแห่งหนึ่งบริเวณอ่างเก็บน้ำแต่ได้ชวนกันขี่รถเล่นรอบเขื่อนก่อน และจอดถ่ายรูปจากนั้นได้ขี่รถต่อโดยใช้ความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อขี่มาได้เพียง 20 เมตร ตนเองหันไปคุยกับเพื่อน เมื่อหันมาอีกทีก็ถูกเชือกที่ขึงไว้บริเวณกลางถนนพาดเข้าบริเวณลำคอจนตัวปลิวตกจากรถทั้ง 2 คน และได้บาดเจ็บซึ่งตนเองไม่เห็นเชือกที่ขึงไว้แต่มาเห็นภายหลังว่าเป็นเชือกไนล่อนสีเขียวผูกไว้กับต้นไม้จากนั้นเพื่อนที่ขี่รถตามหลังมาได้ช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลกันเอง

ส่วนเด็กชายบี (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี ผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย บอกว่า วันเกิดเหตุตนเองนั่งซ้อนท้ายเด็กชายเอไปด้วย พร้อมกับนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่จากนั้นก็เกิดอุบัติเหตุตนเองหมดสติไปมารู้ตัวอีกทีก็อยู่โรงพยาบาลแล้ว


ด้านนายนุชิตผู้ปกครองนายเอ บอกว่า หลังจากเกิดแล้วได้เข้าแจ้งความ กับร.ต.อ.ปฏิภาณ กล้าเกียรติกวิน ร้อยเวรสภ.เมืองตราด เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของเชือกแล้ว โดยได้เดินทางมาบันทึกที่เกิดเหตุพร้อมกับหลักฐานเชือกไนล่อนสีเขียวไว้ นอกจากนี้ร้อยเวรยังได้เรียกเจ้าบ้านเจ้าของเชือกมาพูดคุยในเบื้องต้น แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนี้ต้องการให้อีกฝ่ายมาดูอาการเด็กทั้ง 2 คน ซึ่งได้รับบาดเจ็บมากและยังโชคดีที่ยังขี่มาไม่เร็วหากเร็วกว่านี้อาจจะส่งผลถึงชีวิตก็ได้

"อยากให้อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับลูกหลาน หรือ ผู้ที่ขี่รถรถจักรยานยนต์ หรือรถจักรยาน ซึ่งผู้บาดเจ็บทั้ง 2 คน ก็เป็นเยาวชนลูกหลานคนตราดทั้งนั้น ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีกและขอให้มีการดำเนินคดีถึงที่สุด" ผู้ปกครองนายเอ กล่าวทิ้งท้าย


ด้านนายสมชาย ฉิมผกา เจ้าบ้านเจ้าของเชือก ได้กล่าวว่า วันเกิดเหตุตนเองไม่ได้อยู่บ้าน แต่ทราบข่าวจากพี่ชายอีกทีว่าเกิดอุบัติเหตุจากสายไฟฟ้าที่ตนเองได้ทำพาดไว้กับต้นไม้ทั้ง 2 ฝั่ง โดยมีเชือกไนล่อนสีเขียวผูกรั้งสายไฟไว้อีก 1 เส้น เพื่อต่อสายไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณหน้าบ้านไว้นานแล้ว ซึ่งคู่กรณีอ้างว่าอุบัติเหตุเกิดจากเชือกไนล่อนสีเขียว ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะเชือกไม่ได้อยู่บนถนนส่วนตัวตนเอง คิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุมากกว่าที่คู่กรณีคิดว่าตั้งใจขึงเชือกพาดถนนเพื่อทำร้ายผู้ที่ขี่รถผ่านไปมา ซึ่งตนเองยอมรับว่าสายไฟมันห้อยตกลงมาเองทำให้เกิดอุบัติเหตุและจุดเกิดเหตุเป็นหน้าบ้านของตัวเอง แต่ไม่มีใครนำเชือกมาขึงแบบนั้นแน่นอน อย่างไรก็ตาม ตนพร้อมจะชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามความเหมาะสม

ที่มา: เฟซบุ๊ก Sunisa Yks
แชร์ไปยัง Google Plus
- Advertisement -