- Advertisement -

ทำไมหมอต้องให้เรากินยาให้หมดแผง ทั้งๆ ที่เราหายดีแล้ว เพราะมันอันตรายแบบนี้นี่เอง!!


ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือที่มักเรียกกันว่า ยาฆ่าเชื้อ เป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่คนไข้มักจะได้รับ และจะได้รับคำแนะนำว่า "ให้รับประทานยาติดต่อกันจนกว่ายาจะหมด" ทำไมเราอดนึกสงสัยไม่ได้ ว่าทั้งๆ ที่อาการเราหายดีแล้ว แต่ทำไมต้องกินยาปฏิชีวนะให้หมดด้วย และหากกินไม่หมดจะเกิดอะไรขึ้น

โดยทั่วไปแล้วหลังจากที่เรารับประทานยาปฏิชีวนะไป 2-3 วัน อาการป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือควรรับประทานติดต่อกันให้ครบตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ และต้องรับประทานตามคำแนะนำของยาแต่ละชนิดที่ได้มา เช่น รับประทานก่อนหรือหลังอาหาร ห้ามรับประทานร่วมกับอาหารบางประเภท เป็นต้น เพราะหากหยุดยาเองก่อนครบกำหนดเมื่ออาการที่เป็นดีขึ้น ไม่รับประทานให้หมดจำนวนที่ได้รับมา จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การรักษาไม่ได้ผล และเสี่ยงต่อการที่อาการติดเชื้อเหล่านั้นจะกลับมาเป็นใหม่ได้สูง

เนื่องจากเมื่อรับประทานยาฆ่าเชื้อไปจำนวนหนึ่งทำให้เชื้อลดจำนวนลงและส่งผลให้อาการต่างๆ เริ่มดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วเชื้อโรคยังไม่ได้หมดไป เมื่อผู้ป่วยหยุดรับประทานยาฆ่าเชื้อไปก่อนครบกำหนดหรือรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ จะทำให้เชื้อแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้อีกและเกิดการเป็นซ้ำ หรือทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะครั้งต่อๆ ไปไม่ได้ผล ซึ่งเรียกว่า "การดื้อยา" ได้นั่นเอง



แม้ว่าโดยปกติเชื้อส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อธรรมดาที่ไม่ดื้อยา แต่จะมีเชื้อแบคทีเรียจำนวนหนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมส่งผลให้เชื้อเกิดการดื้อยาขึ้น ซึ่งทำให้ยาฆ่าเชื้อชนิดเดิมไม่สามารถทำลายเชื้อเหล่านี้ได้ แต่กำจัดได้เพียงเชื้อที่ยังไม่ดื้อยาเท่านั้น และเมื่อเชื้อดื้อยาเหล่านี้เพิ่มจำนวน จะทำให้อาการของโรคกลับมาเป็นซ้ำ และยังสามารถถ่ายทอดพันธุกรรมที่ดื้อยาให้แก่เชื้อตัวอื่นได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เชื้อดื้อยามีจำนวนมากขึ้น

และเมื่อเกิดการดื้อยาขึ้นแล้วจะทำให้ยาชนิดเดิมหรือขนาดเดิมไม่สามารถที่จะใช้รักษาได้ อาจต้องเพิ่มขนาดยาหรือระยะเวลาในการรักษาหรือแม้กระทั่งต้องเปลี่ยนชนิดของยาฆ่าเชื้อเป็นยาฆ่าเชื้อกลุ่มอื่นแทน ทำให้ในอนาคตหากเกิดการติดเชื้อที่รุนแรง จะทำให้โอกาสที่เชื้อจะดื้อยาตัวใหม่ก็เพิ่มขึ้น และตัวเลือกยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพในการรักษาน้อยลง หมายความว่าโอกาสที่จะรักษาโรคได้ก็จะน้อยลงนั่นเอง

ดังนั้นหากเกิดอาการเจ็บป่วยที่สงสัยว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียจึงควรไปพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรที่ร้านยา เพื่อให้แพทย์หรือเภสัชกรช่วยประเมินและเลือกชนิดของยาฆ่าเชื้อให้ตรงกับโรคและบริเวณที่ติดเชื้อได้อย่างเหมาะสม ไม่ควรหายามารับประทานเองหรือรับประทานยาฆ่าเชื้อของผู้ป่วยรายอื่น เพราะชนิดของยาที่เหมาะสมในการรักษาอาจไม่เหมือนกัน นอกจากอาจจะไม่หายจากอาการที่เป็น อาจเป็นมากขึ้นหรือได้รับผลข้างเคียงจากยาที่หามารับประทานเอง เช่น ยาตีกับยาอื่นที่ใช้อยู่เป็นประจำ หรือเกิดการแพ้ยาได้อีกด้วย

ที่มา: Keawwhan
Google Plus
- Advertisement -