- Advertisement -

รู้ไว้ไม่เป็นเหยื่อ!! 7 สิ่งต้องห้าม อย่าโพสต์ลงในโลกออนไลน์


ในวันที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตไปซะแล้ว แทบทุกคนต่างชื่นชอบการถ่ายรูป คลิปวีดีโอ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ เพื่อความบันเทิง การงาน หรือแม้แต่อยากอวดอะไรบางอย่างก็ตาม

เป็นเรื่องที่รู้กันว่าหากเราคิดที่จะทำอะไรซักอย่างในที่สาธารณะบนโลกแห่งความเป็นจริงนั้น เราควรจะต้องคิดให้รอบคอบและระมัดระวังตัวให้มาก แต่เรามักจะหลงลืมไปเมื่อมันกลายเป็นโลกโซเชี่ยล อย่างเช่น การโพสต์อะไรบางอย่างลงไปในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คที่เราคิดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว เช่น เฟซบุ๊ก หรือ อินสตาแกรมส่วนตัวของเรานั้น ความจริงแล้วมันคือพื้นที่สาธารณะ ที่ใครก็สามารถเข้าถึงได้ เราไม่มีทางรู้เลยว่า คนที่เป็นเพื่อนกับเรา คนที่ติดตามเราอยู่ ใครบ้างที่ประสงค์ร้าย ใครบ้างที่เป็นพวกโรคจิต หรือใครบ้างที่เป็นมิจฉาชีพแฝงตัวมา

เพราะทุกวันนีเหล่าอาชญากร มิจฉาชีพ จำนวนไม่น้อย ที่ใช้ช่องทางในการหา "เหยื่อ" ผ่านทางโลกออนไลน์กันแล้ว เพราะฉะนั้นปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ระมัดระวังตัวในโลกออนไลน์ ให้เหมือนกับที่คุณอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง มาดูกันว่าอะไรที่ไม่ควรโพสต์ลงในโซเชี่ยลมีเดีย

1. บัตรประจำตัวประชาชน

บัตรประชาชนถือเป็นเอกสารสำคัญที่จะมีข้อมูลบุคคล ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล ปีเกิด เลขที่ 13 หลัก ที่สามารถนำไปใช้ในการสมัครบัตรเครดิต บัตรเดบิต ขอสินเชื่อ เปิดบัญชีธนาคาร และทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้อีกมากมาย ถ้าหากมิจฉาชีพได้เลขบัตรประจำตัวประชาชนของคุณไปแล้วละก็ อยู่ดีๆ คุณอาจกลายเป็นหนี้ไปรู้ตัวก็ได้

2. ภาพวาบหวิวอนาจาร

ต่อให้คุณไม่ใช่ดารา นักร้อง หรือคนดัง แต่การโพสต์ภาพวาบหวิว หรือ โป๊เปลือย ลงในโลกออนไลน์ แม้คุณจะตั้งค่าเป็นส่วนตัวหรือให้เห็นเฉพาะคุณอยากให้เห็นก็ตาม ข้อมูลเหล่านั้นก็จะถูกบันทึกลงในระบบของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คนั้นๆ แล้ว แม้ว่าต่อมาคุณจะลบมันออกไปแล้วก็ตาม มันก็ยังคงอยู่ และถ้ามิจฉาชีพที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากพอ สามารถเข้าถึงข้อมูลรูปภาพเหล่านี้ได้ ก็อาจจะส่งผลกระทบแก่ชีวิตส่วนตัวของคุณได้อย่างมากมาย อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับใครหลายคนมาแล้วตามข่าวที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ

3. ภาพถ่ายของบุตรหลาน

หลายคนอาจไม่รู้ว่าโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คแทบทุกเจ้า โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก มีกฎห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ใช้งานอย่างเด็ดขาด และไม่ควรโพสต์รูปภาพหรือให้ข้อมูลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย และป้องกันมิจฉาชีพ ยกตัวอย่างเช่น หากมิจฉาชีพรู้ชื่อโรงเรียนที่เด็กเรียน และพอจะทราบฐานะทางการเงินของผู้ปกครอง ก็สามารถไปดักเพื่อลักพาตัวเรียกค่าไถ่ เป็นต้น

หรืออาจเพียงนำรูปของบุตรหลานของคุณ ไปใช้ในการหลอกลวง ขอรับบริจาค ขอทาน ได้ หรือถ้าหากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเอง (โกงอายุเวลาสมัคร) ก็อาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อการล่อลวงของพวกมิจฉาชีพตามที่เป็นข่าวกันอยู่บ่อยๆ ได้

4. เช็คอินสถานที่

หลายคนชอบเช็คอินสถานที่ โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวตามที่ต่างๆ แต่ข้อมูลจากเว็บไซต์ Distinctivedoors.co.uk ซึ่งทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดอาชญากรรมในปัจจุบันพบว่า โจรกว่า 75% ใช้การค้นหากลุ่มเป้าหมายผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ โฟร์สแควร์ รวมทั้งโปรแกรมสุดไฮเทคอย่าง Google Street View เพื่อค้นหาตำแหน่งบ้านที่พักอาศัยของเหยื่อได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าดูลาดเลาด้วยซ้ำ

และที่สำคัญหากคุณเช็คอินสถานที่อยู่บ่อยๆ เท่ากับเป็นการป่าวประกาศให้โจรรู้ว่าคุณไม่อยู่บ้าน แถมยังคำนวนเวลาได้อีกว่าคุณจะกลับถึงบ้านได้เร็วแค่ไหน โดยดูจากสถานที่ที่คุณอยู่ เป็นการเปิดช่องให้โจรเหล่านี้เข้ามาขโมยของในบ้านคุณไปได้อย่างง่ายดาย

5. ด่าองค์กร

คนส่วนใหญ่ที่เบื่อหน่ายงานที่กำลังทำอยู่ มักโพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจต่อบริษัทตัวเองลงในเฟซบุ๊กเป็นต้น แม้ไม่ผิดกฎหมายโดยตรง แต่อาจทำให้คุณถึงขั้นถูกไล่ออกจากงานได้ เพราะอย่าลืมว่า "ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวบนโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค" เพราะฉะนั้นเจ้านายคุณอาจจะมาเห็นเมื่อไหร่ก็ได้ (หรือต่อให้คุณตั้งค่าเป็น "เฉพาะฉัน" (Only me) ก็เถอะ แต่ถ้าจะโพสต์แล้วอยากเห็นคนเดียวแบบนั้น เขียนลงฝาบ้านเอาน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่ดี)

และหากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือ หมิ่นประมาท และ สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ คุณไม่มีสิทธิ์โพสต์ข้อมูลความลับของบริษัทตัวเอง เช่น วันหยุดของที่ทำงาน เงินเดือน โบนัส โปรเจคท์งานที่คุณกำลังทำ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นความลับทางธุรกิจและทำให้คุณอาจถูกฟ้องเอาได้ง่ายๆ

6. โจมตีผู้อื่น

ข้อมูลจากกองบังคับการกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ระบุว่า ปัจจุบันเรื่องที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ คดีเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทต่อบุคคล ในลักษณะการโพสต์ข้อความต่อว่ากันไปมาระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ด้วยคำพูดหยาบคายรุนเเรงเเละเป็นเท็จ ทำให้เกิดความเสียหาย เข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาทและมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีเเละปรับไม่เกิน 1 เเสนบาท

ซึ่งส่วนมากจะเป็นคอมเมนท์ที่เอาแต่สนุกบนความทุกข์ของผู้อื่น เกินขอบเขต บิดเบือนข้อมูล ทำให้ผู้อื่นเสียหาย หากทำครั้งเดียวอาจจะไม่ชัด แต่หากทำหลายครั้ง ต่อเนื่อง จนจับใจความได้ว่ามีเป้าหมายสื่อถึงใครหรือต้องการโจมตีทำร้ายใคร แบบนี้มีความผิด

7. ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป

อาจจะเป็นเรื่องที่สร้างความงุนงงอยู่ซักหน่อย เพราะถ้าหากไม่ให้โพสต์ข้อมูลส่วนตัว อย่างเช่น ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ทำงานอะไร วันเดือนปีเกิด การศึกษา อาหารที่ชอบ กิจกรรมที่โปรดปราน ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเป็นที่นิยม เพราะเราสามารถทำความรู้จักกับผู้อื่นได้มากขึ้นจากเรื่องที่เขาโพสต์ลงในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คพวกนี้เอง แต่อันตรายรูปแบบใหม่ที่แฝงมา คือ การขโมยอัตลักษณ์บุคคล หรือ Identity Theft ที่หมายถึงการปลอมแปลงเป็นบุคคลอื่น โดยใช้ข้อมูลจากโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค แอบอ้างแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

เพราะบางคนโพสต์ไปซะทุกเรื่อง ชอบทำอะไร ชอบไปที่ไหน ชอบกินอะไร ร้านอาหารโปรด งานที่ทำ เรื่องครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย ทำให้มิจฉาชีพสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาสวมรอยได้อย่างแนบเนียน และนำไปหลอกคนอื่นให้หลงเชื่อได้อย่างง่ายดาย และคนที่ต้องซวยก็คือตัวคุณเอง อย่างเช่น กรณีหญิงสาวปลอมตัวเป็นเน็ตไอดอลชื่อดัง แล้วคุยหลอกเงินจากเสี่ยหนุ่มในเฟซบุ๊ก เพราะเธอได้ข้อมูลของเน็ตไอดอลสาวคนดังกล่าวจากโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คนี่เอง

หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ ก็อย่ารีรอที่จะแชร์ไปให้คนที่คุณรักและห่วงใยได้อ่านกันด้วยนะคะ เพราะป้องกัน ย่อมดีกว่าแก้ไข

แชร์ไปยัง Google Plus
- Advertisement -