- Advertisement -

แชร์ประสบการณ์ครั้งแรก ณ งานแต่งงานคนอินเดีย! (ชมภาพ)


ผมกำลังพูดถึงเรื่องราวในดินแดนที่ให้กำเนิดศาสนา พุทธ ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา , เรื่องราวที่จะมาเล่าให้ฟังในวันนี้เป็นประเพณีๆ นึงในประเทศอินเดียที่เกือบทุกคนต้องทำเมื่อถึงวัยอันควร นั่นก็คือ ประเพณีแต่งงาน น่ะครับ

ประเพณีการแต่งงานของคนอินเดียนั้น ส่วนใหญ่ในประชากรในประเทศมักนิยมแต่งงานแบบคลุมถุงชน เพราะพวกเค้ามีความเชื่อว่า ถ้าแต่งงานโดยมีพ่อแม่ของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงไปหามาให้นั้น พวกเค้าจะกลายเป็นคู่ชีวิตกันไปจนวันตาย และความคิดส่วนใหญ่ของพวกเค้ายังคิดอีกว่า การแต่งงานโดยพบรักกันในที่สาธารณะนั้น ไม่ใช่ความรักแบบยั่งยืน เพราะชอบพอกันเอง และไปแต่งงาน สุดท้ายก็อาจจะมีการหย่าร้างกัน(ผมใช้ความว่า ส่วนใหญ่น่ะครับ เพราะบางคู่ก็อยู่ครองเรือนจะแก่เฒ่าก็มีครับ) ค่านิยมของคนอินเดียนั้นก็คือ การคลุมถุงชน ซึ่งปลอดภัยเรื่องชนชั้นวรรณะ ผมมีเพื่อนเป็นอินเดีย เค้าเคยบอกกันว่า พ่อแม่ของเค้าจะไปหาคู่ครองที่วรรณะเดียวกัน หรือฐานะทางบ้านใกล้เคียงกันมาเพื่อแต่งงาน โดยอาจจะดูจากนามสกุล ฐานะทางบ้าน ชื่อเสียงของพ่อแม่ และสอบถามประวัติส่วนตัวของคู่ครองจากเพื่อนบ้านระแวกนั้น เรียกได้ว่ามีการ screen หลายชั้นมากๆ

พอ screen ได้ระดับนึงก็จะนัดวันขอดูตัวทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย วันนั้นพ่อแม่และญาติสนิทของฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะนัดเจอกันที่ hall(สถานที่กว้างๆ สำหรับจัดเอาไว้ดูตัว) โดย ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงสามารถเลือกที่จะปฏิเสธกันหลังจากเจอกันในวันนั้น ถ้าไม่มีการปฏิเสธเกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่าย ถือว่า ยอมรับกันทั้งคู่ ก็นับถอยหลัง 1 เดือนเลยครับ เพื่อจัดงานแต่งงาน

วันนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปร่วมแสดงความยินดีให้คู่บ่าว-สาว คู่หนึ่งในเมืองบังกาลอ ประเทศอินเดีย
งานจะเริ่มในช่วงหัวค่ำ เวลาที่ผมไปถึงก็ประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ แล้ว
ปากทางเข้า hall (เป็นสถานที่สำหรับใช้จัดแต่งงานโดยเฉพาะน่ะครับ) มีพระพิฆเนตร องค์สีเงิน อยู่ตรงกลางของบันไดและมีการประดับขอบบนประตูทางเข้าด้วยดอกไม้หลากหลายสี ดังภาพด้านล่างนี้


พอเดินผ่านประตูดังกล่าวมา ผมก็ชำเลืองไปเห็นเจ้าสิ่งนี้ มันคือ พัดลมไอน้ำครับ รุ่น ภูมิปัญญาคนอินเดีย เย็นใช้ได้เลยทีเดียว


เดินถัดเข้าไปใน hall อีกซักประมาณ 10-15 ก้าว ก็เจอเวที สูงขนาด 50 cm จากพื้น ขอบเวทีทำด้วยหินอ่อน พื้นเวทีปูด้วยกระเบื้องสีด้าน


ด้านหน้าของเวที มีช่างภาพในงานทั้งหมด 4 คน
2 คนแรก ยืนอยู่บน stand คนแรกเป็นคนถ่ายวีดิโอบนเวที อีกคนถ่ายภาพนิ่งบนเวทีเช่นกัน
ส่วนอีก 2 คนที่เหลือ คนแรกเดินถ่ายวิดีโอรอบๆตัวงาน ส่วนอีกคนก็ถ่ายภาพนิ่งบรรยากาศภายในงาน

ห่างจากเวทีออกมา ก็จะเป็นม้านั่งเหล็กแถวยาว ตั้งอยู่บริเวณ 2 ฝั่ง จัดวางเอาไว้ทั้งหมด 3 แถว
ถัดจากเก้าอี้ม้านั่งเหล็ก นั้นจะเป็นเก้าอี้ พลาสติก เรียงรายอยู่เยอะมากครับ


สิ่งที่แตกต่างจากงานแต่งงานในประเทศไทยก็คือ
หลังจากเดินเข้ามาในงานแล้ว เจ้าภาพจะแจ้งให้แขกผู้ร่วมงานเดินไปเข้าแถวซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายมือของรูป(ราวที่แขวนผ้าขาว) แขกผู้ร่วมงานทุกคนจะต้องเดินเข้าแถวต่อคิวขึ้นเวที เพื่อเดินขึ้นไปถ่ายรูปแสดงความยินดีให้กับคู่บ่าว สาว วิธีการถ่ายรูปนั้นเค้าจะแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ แต่ล่ะกลุ่มรอคิวของตนเองเพื่อเข้าไปถ่ายรูป พร้อมยื่นซองขาว(ใส่เงินลงไปเหมือนบ้านเรา) ให้กับคู่บ่าว สาว แล้วก็ลงจากเวที


จากนั้นก็ถึงเวลารับประทานอาหาร ซึ่งเป็น Hi-light ของงานนี้ก็ว่าได้เลยทีเดียว ทีเด็ดของงาน มันอยู่ตรงนี้ครับเริ่มจากเดินลงมาจาก hall ด้านบนแล้วก็เดินมาล้างมือ แล้วก็.....


อย่างที่เห็นครับ ใบตอง 1 ใบ กับ แก้วน้ำ1 ใบกับน้ำที่เต็มแก้ว หลังจากนั่งแล้ว ต่างคนก็ต่างทำความสะอาดใบตองของตนเอง โดยเอาน้ำเปล่าจากในแก้วน้ำนั้น เทลงใบตองแล้วก็เอาหลังมือของตนเองทำความสะอาดใบตองครับ กระบวนการนี้ ผมเรียนรู้จากคนที่นั่งตรงข้ามน่ะครับ เอาเป็นว่า เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เลยวันนี้


ทุก ๆ คนต่างน่ารออะไรบางอย่างที่กำลัง คืบคลานเข้ามา อย่างไม่ต้องสงสัย นั่นก็คือ ....



ข้าว และกับข้าวต่างๆ เริ่มถยอยกันเข้ามาครับ
เริ่มจากซ้ายไปขวาน่ะครับ
1. เกลือ
2. มะม่วงดองกับ masala กระมั่ง(ผมไม่แน่ใจว่า เรียกว่า อย่างไร แต่รสชาติเปรี้ยวได้ใจมากๆครับ)
3. ข้าวโพดกับมะเขือผสมมะพร้าว (รสชาติเค็มๆ มัน ๆ ครับ)
4. แครอทฝอย ๆ กับถั่วเหลือง (รสชาติเค็ม ๆ อร่อยอยู่ครับ)
5. เขียวๆ นั้นก็เป็นถั่วน่ะครับ (รสชาติอร่อย เค็มๆ นิด ๆ)
6. ของหวานสีส้ม (อร่อยครับ รสหวานเยอะหน่อยน่ะครับ)
7. ของดำๆ นั้นผมไม่รู้ว่าอะไร แต่กลิ่นมันฉุนๆ สุดท้ายผมก็ไม่ได้แม้แต่จะลองชิมน่ะครับ
8. ของหวานที่ดุเหมือนเส้นๆ นั้น หวานเอามากๆ ผมชิมนิดเดียว กินไม่หมดอ่ะครับ
ส่วนภาพล่างนี้คือ มาแบบเต็ม set หน้าตาอาจจะดูไม่น่าทานน่ะครับ แต่เชื่อไหมว่า พวกเค้ารวมทั้งผมทานกันจนหมด (ของผมมีแต่ของหวานที่เป็นเส้นๆ กับของดำ ๆ นั้น ผมไม่ได้ทาน เพราะรสชาติมันแปลก ๆ)


วันนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และดีอีกหนึ่งประสบการณ์ในชีวิตของผมเลยครับ จากนี้ไปผมคงอยู่ประเทศนี้ ง่ายขึ้นอีกเยอะเลยครับ ^^

ที่มา: Pantip.com
Google Plus
- Advertisement -