- Advertisement -

ซ่อมได้!!! วิธีทำให้โทรศัพท์ที่ตกน้ำ กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม อย่างกับมีเวทมนต์!! (ว่าไปนั่น)


น้ำคือสิ่งที่เป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ, สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ก็เช่นกัน แม้จะเป็นน้ำเพียงน้อยนิด ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้มากอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งใครหลายคนอาจเคยผ่านประสบการณ์โทรศัพท์ตกน้ำกันมาบ้าง หรือบางคนก็เผลอทำตกส้วม เพราะมัวแต่ทำธุระส่วนตัวไปด้วย เล่นเฟซบุ๊กไปด้วยอะไรแบบนี้ หรือช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ถ้าโทรศัพท์คุณไม่ได้มีฟีเจอร์ป้องกันน้ำละก็ โทรศัพท์คุณอาจจะเปียกน้ำจนเปิดใช้ไม่ได้เลย แล้วที่นี้จะทำยังไงดีล่ะ ?

1. รีบนำโทรศัพท์ของคุณออกจากน้ำโดยทันที
ซึ่งแน่นอน นั่นเป็นวิธีที่แทบทุกคนต้องทำอยู่แล้ว เมือโทรศัพท์ตกน้ำ แต่บางคนอาจจะมัวแต่ตกใจหรือกรี๊ดลั่นจนลนลาน ลืมหยิบโทรศัพท์ออกจากน้ำก็เป็นได้ ซึ่งในช่วงนี้ "สติ" สำคัญที่สุด แค่ชั่วเวลาเสี้ยววินาทีก็อาจทำให้โทรศัพท์คุณ "อยู่" หรือ "ไป" ได้เลย

2. อย่าเพิ่งกดปุ่มเปิด-ปิดเครื่องโดยเด็ดขาด
เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ ยังเปียกน้ำ หรือยังมีความชื้น การกดปุ่มเปิด-ปิดเครื่องอาจทำให้เกิดการลัดวงจรและเสียหายหนัก หรือเสียหายถาวรได้

3. ถอดออกให้หมด
ให้รีบถอดส่วนประกอบต่างๆ ของ มือถือ ออกจากกันอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ซิมการ์ด, แบตเตอรี่, หน้ากาก, ฝาหลัง และอื่นๆ แม้ว่าโทรศัพท์บางรุ่นอาจจะไม่สามารถถอดแบตเตอรี่ออกมาได้ก็ตาม แต่ถ้าหากโทรศัพท์คุณเป็นรุ่นที่สามารถอดแบตเตอรี่ออกได้แล้วละก็ ให้รีบทำด่วน เพราะไม่งั้นแบตเตอรี่อาจจะช็อต บวม ทำให้โทรศัพท์ไหม้ หรือถึงขั้นระเบิดเลยก็ได้

4. สลัดๆ สะบัด
เมื่อถอดส่วนประกอบต่างๆ เท่าที่สามารถถอดได้เรียบร้อยแล้ว ให้ใช้การสลัดน้ำออกด้วยแรงพอประมาณ และนำนำผ้าที่ไม่มีขน มาซับน้ำที่เกาะอยู่ตามจุดต่างๆ ให้แห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขั้นตอนนี้ไม่แนะนำให้ใช้กระดาษทิชชู่ เพราะอาจจะเป็นขุยติดมาด้วย หรือถ้าจะใช้ ต้องเป็นกระดาษทิชชู่คุณภาพดีจริงๆ และอาจจะใช้พัดลมช่วยเป่าด้วยก็ได้

5. ห้ามใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้แห้งเด็ดขาด
เนื่องจากลมจากไดร์เป่าผมมีความร้อนสูง อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในได้โดยง่าย และไม่ควรนำตัวเครื่อง และอุปกรณ์ต่างๆ ไปตากแดด เพื่อหวังให้แห้งเร็วขึ้น เพราะความร้อนจากแสงแดดนั้นสูงเกินไปสำหรับมือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ

6. ตกถังข้าวสาร
เมื่อดูว่ามือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ แห้งพอสมควรแล้ว ให้นำมือถือและอุปกรณ์ต่างๆ ไปใส่ไว้ในถังข้าวสารหรือในถุงพลาสติกที่มีซิลิก้าเจลบรรจุไว้ เพื่อช่วยดูดความชื้นที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ในส่วนของอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยอาจทิ้งไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าความชื้นได้หายไปหมดแล้วจริงๆ


7. ลุ้น!
เมื่อแน่ใจว่าตัวเครื่อง, อุปกรณ์ต่างๆ ทุกซอกทุกมุม ทั้งภายใน และภายนอก ปราศจากน้ำและความชื้นแล้ว ก็ให้นำทั้งหมดมาประกอบกลับเข้าที่ตามเดิม แล้วที่นี้ก็ได้เวลาลองเปิดเครื่องดูว่าสามารถใช้งานได้ปกติเหมือนเดิมหรือไม่ ตรวจสอบหน้าจอ ลำโพง ปุ่มกด ทัชสกรีน กล้องถ่ายรูป และ หน่วยความจำต่างๆ

8. ใจเย็นอีกนิด
หลังจากนั้น ยังไม่ควรชาร์จแบตเตอรี่ทันที เนื่องจากวงจรภายในอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับกระแสไฟฟ้า ให้ใช้ต่อไปจนกว่าแบตเตอรี่จะหมดไปเอง แล้วค่อยชาร์ตไฟเข้าไปใหม่ เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนดีกว่า

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการแก้ไขโทรศัพท์ที่ตกน้ำไปแล้ว และแม้ว่าโทรศัพท์ของคุณจะสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างเดิมแล้วก็ตาม เราก็ยังคงแนะนำให้คุณนำไปเข้าศูนย์บริการหรือศูนย์ซ่อมด้วย เพราะชิ้นส่วนภายในมือถือบางส่วนอาจยังแห้งไม่สนิท และอาจกลายเป็นสนิม เป็นตะไคร่น้ำ เกาะติดกับแผงวงจรมือถือ กระทบกับตัวเมนบอร์ดมือถือ ซึ่งอาจทำให้เมนบอร์ดเสียหายได้ และราคาค่าเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่ แทบจะมีราคาพอๆ กับซื้อมือถือเครื่องใหม่เลยทีเดียว

ดังนั้นหากเกิดเหตุมือถือของคุณเปียกน้ำแล้ว แม้จะทำให้แห้งสนิท เปิดเครื่องแล้วใช้ได้อีกครั้ง แต่แนะนำให้ส่งไปที่ศูนย์บริการหรือที่ช่างซ่อมมือถือที่เชี่ยวชาญทำการตรวจไล่ความชื้นภายใน กำจัดสนิมอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนของคุณ จะสามารถกลับมาทำงานได้ปกติจริงๆ

Google Plus
- Advertisement -