- Advertisement -

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!! เมาคลีตัวจริง เปิดเรื่องราวของ 5 มนุษย์ผู้ถูกสัตว์เลี้ยงดูมาจนโต


เด็กผู้ถูกเลี้ยงดูมาโดยสัตว์ไม่ได้มีแค่ในหนังหรือนิยาย เปิดเรื่องราวมนุษย์ผู้เป็นเมาคลีในชีวิตจริง ที่เติบโตมากับฝูงสัตว์ ทั้งไก่ ลิง หมาป่า สุนัข

เรื่องราวของเมาคลี เด็กน้อยลูกหมาป่า อันเกิดขึ้นจากจินตนาการและปลายปากกาของ รัดยาร์ด คิปลิง ในวรรณกรรมคลาสสิก The Jungle Book สร้างความซาบซึ้งประทับใจให้ทั้งผู้อ่าน ตลอดจนผู้ชมที่ได้รับชมเรื่องราวในรูปแบบทั้งการ์ตูนและภาพยนตร์ แต่ในโลกความจริงนั้น เด็กน้อยผู้หนึ่งที่เติบโตขึ้นมากับสัตว์ จะเป็นเหมือนกับเมาคลีหรือไม่ วันนี้เราขอนำเรื่องราวเมาคลีในชีวิตจริง กับเรื่องราวของ 5 มนุษย์ผู้ถูกเลี้ยงดูโดยสรรพสัตว์ จากเว็บไซต์มิเรอร์ มาฝากกันค่ะ

เด็กชายผู้โตในเล้าไก่


สุจิต กุมาร์ เด็กชายชาวฟิจิ ถูกกระทำทารุณต่าง ๆ นานาจากครอบครัวของเขาเอง และท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยการขังเขาไว้ในเล้าไก่ตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ เด็กชายใช้ชีวิตกับไก่ทั้งเล้าแบบนั้นอยู่ร่วม 8 ปี จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือออกมา แต่ทว่าก็ไม่สามารถดูแลเขาอย่างเหมาะสมได้ สุจิตถูกส่งไปอยู่ที่บ้านคนชราอีกตลอด 20 ปีถัดมา ทว่าที่นั่นก็ไม่ได้ปฏิบัติกับเขาเยี่ยงคนปกติเท่าไร สุจิตมักถูกมัดหรือล่ามติดไว้กับเตียงเสมอ และนั่นอาจเป็นเพราะพฤติกรรมที่แปลกประหลาดของเขานั่นเอง

สุจิตเดินจิกขาย่อง ๆ เหมือนไก่ ทำท่าทางตีปีก ทำเสียงขันแบบไก่ ชอบเกาะบนที่สูง เทอาหารกับพื้นแล้วใช้วิธีจิกกิน และยังนั่งหลับกับพื้นแทนที่จะนอนบนเตียงด้วย



แต่ในที่สุด เมื่อปี 2002 เขาก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริงจาก เอลิซาเบธ เคลย์ตัน ประธานชมรมโรตารี สุจิตถูกส่งตัวไปรับการดูแลอย่างเหมาะสมที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า มีทีมอาสาสมัครคอยดูแลและได้รับการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญควบคู่กันไปด้วย

เด็กชายทาร์ซาน


จอห์น เซบุนย่า ชาวอูกันดา ถูกขนานนามว่าเป็นทาร์ซานในชีวิตจริง เขาไม่ได้แข็งแกร่งทรงพลังอย่างทาร์ซานในการ์ตูน แต่จอห์นก็อยู่อาศัย หากินในป่า และเติบโตขึ้นมากับฝูงลิงเวอร์เว็ต

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อจอห์นเห็นพ่อฆ่าแม่ตายอย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าต่อตา เด็กชายวิ่งเตลิดหายลับเข้าไปในป่า และคงจะต้องหิวตาย หากไม่ได้ฝูงลิงเวอร์เว็ตมาช่วยไว้ เมื่อพวกลิงเห็นว่าลูกมนุษย์นี้ไม่ใช่ศัตรูคุกคามพวกมัน มันก็เริ่มหาอาหารมาเลี้ยงดูเด็กชาย ทั้งหัวมัน รากไม้ และถั่วต่าง ๆ

ในที่สุดจอห์นก็ปรับตัวเรียนรู้การใช้ชีวิตในป่า กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงลิงไปโดยปริยาย จนกระทั่งในปี 1991 หญิงชาวเผ่าพื้นเมืองก็บังเอิญพบเขาเข้าขณะออกหาอาหาร เธอได้นำตัวเด็กชายที่มีผมเผ้าขึ้นรกรุงรัง เนื้อตัวมอมแมม เล็บงอกยาวเฟื้อย และมีบุคลิกท่าทางแปลกประหลาดกลับมาที่หมู่บ้าน ชาวบ้านพยายามเลี้ยงดูเขาใหม่ ป้อนเขาด้วยอาหารร้อน ๆ แต่นั่นกลับทำให้จอห์นไม่สบาย นอกจากนี้เขายังปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ไม่ได้ด้วย โดยในขณะนั้นจอห์นเพิ่งมีอายุเพียง 5 ขวบ


อย่างไรก็ดี ในที่สุดจอห์นได้รับการช่วยเหลือจากมอลลี่และพอล ซึ่งกลายเป็นพ่อแม่บุญธรรมของเขาในภายหลัง ให้ค่อย ๆ ปรับตัวใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติ และสอนให้เขาพูดจาสื่อสารได้ ไม่เพียงแต่พูดเท่านั้น จอห์นยังร้องเพลงได้ และได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมนักร้องประสานเสียงประจำโบสถ์ด้วย เรื่องราวของจอห์นถูกถ่ายทอดเป็นสารคดีดังโดยบีบีซี เมื่อปี 1999

เด็กหญิงลูกลิง


เรื่องราวของ มารีน่า แชปแมน หญิงจากโคลอมเบีย ทำให้โลกต้องฉงนสนเท่ห์ เมื่อเธอเล่าว่าตนเองเติบโตมากับฝูงลิง มารีน่าเผยว่าเมื่ออายุ 4 ขวบ เธอถูกลักพาตัวและเอาไปทิ้งไว้กลางป่า ในช่วงเวลานั้นก็ได้พบกับฝูงลิงคาปูชินที่ดูแล้วมีความคล้ายคลึงมนุษย์มาก และตัดสินใจหลบอาศัยอยู่ใกล้ ๆ กับลิงฝูงนั้น เธอเล่าว่าตัวเองได้เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดในป่า หาลูกเบอร์รีและรากไม้กิน คว้าฉวยกล้วยที่ฝูงลิงปลิดลงมาจากต้น นอนในโพรงต้นไม้ และเดินสี่ขา

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฝูงลิงยิ่งผูกพันกันมากขึ้น เมื่อตอนที่เธออาหารเป็นพิษอย่างหนัก มารีน่าเล่าว่าลิงอาวุโสตัวหนึ่งที่เธอยกให้เป็นปู่ นำทางเธอไปยังบ่อโคลน เธอดื่มน้ำในบ่อนั้น แล้วก็อาเจียนออกมา แต่หลังจากนั้นอาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้น มารีน่าบอกว่านับแต่นั้นมา พวกลิงเด็ก ๆ ก็เข้ามาเล่นกับเธอ สอนให้เธอรู้ว่าของแบบไหนกินได้หรือกินไม่ได้ สอนให้ปีนต้นไม้ และทำความสะอาดเนื้อตัวในแบบที่ลิงทำ


มารีน่าใช้ชีวิตอยู่ในป่าแบบนั้นร่วม 5 ปี จนกระทั่งนายพรานกลุ่มหนึ่งได้พาเธอออกมา เธอบอกว่าตอนนั้นตนเองไม่สามารถสื่อสารพูดจาเป็นภาษามนุษย์ได้เลย

ในปัจจุบัน มารีน่าอาศัยอยู่ที่เมืองแบรดฟอร์ด เวสต์ยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ เธอเพิ่งเดินทางกลับเข้าไปในป่าเมื่อปี 2014 เพื่อทำสารคดีพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับฝูงลิง และแม้จะเป็นที่สงสัยไม่คลายว่าสิ่งที่เธอเล่ามานั้นเป็นความจริงหรือไม่ แต่มารีน่าก็ผ่านการตรวจกับเครื่องจับเท็จมาได้ และแพทย์ก็ยืนยันว่าเธอเคยประสบภาวะขาดสารอาหารในวัยเด็กมาจริงๆ

เด็กผู้เป็นจ่าฝูงสุนัข


ด้วยสภาพบ้านที่ไร้ความอบอุ่นและสุขสงบ ต้องเจอแม่กับพ่อเลี้ยงทะเลาะกันรุนแรงแทบไม่เว้นวัน เด็กชายชาวรัสเซีย ชื่อ อิวาน วัยเพียง 4 ขวบ ตัดสินใจหนีออกจากบ้านในปี 1996 ยอมเตร็ดเตร่ไร้จุดหมายอยู่ข้างถนน ซึ่งทำให้เขาได้พานพบฝูงสุนัขข้างถนนกลุ่มหนึ่ง สุนัขกลุ่มนั้นกลายเป็นเพื่อนของอิวาน ขณะที่ตัวอิวานเองก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับครอบครัวใหม่

เด็กชายเที่ยวขอทานรวบรวมเศษเงินไปซื้อของกิน และไม่ลืมที่จะแบ่งปันให้กับสหายสี่ขาของเขาด้วย ในที่สุดสุนัขฝูงนี้ก็ไว้ใจในตัวอิวานมาก ถึงขนาดที่ยอมให้เด็กชายเป็นจ่าฝูง พวกมันจะคอยห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ อิวานราวกับช่วยคุ้มกัน ส่วนตัวอิวานก็เป็นจ่าฝูงที่ดี จัดสรรอาหารมาแบ่งปัน และเมื่อในยามหน้าหนาวที่หนาวเย็นอย่างโหดร้าย เด็กชายก็นอนแอบอิงอยู่กับฝูงสุนัข รับไออุ่นจากตัวสหายสี่ขาแทนผ้าห่ม

อิวานใช้ชีวิตเป็นจ่าฝูงสุนัขข้างถนนอยู่ถึง 2 ปี กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเอะใจในความเป็นอยู่ของเด็กจรจัดคนนี้ จึงได้เข้าให้ความช่วยเหลือ แม้จะเป็นไปอย่างยากลำบากไม่เบา เพราะต้องวางอุบายกันฝูงลูกสมุนสี่ขาให้ออกห่างจากตัวอิวานก่อน

เด็กชายถูกส่งไปรับการดูแลที่ศูนย์ดูแลเด็ก และได้รับโอกาสให้เรียนหนังสือเยี่ยงเด็กคนอื่น ๆ ปัจจุบันนี้อิวานทำงานเป็นทหารอยู่กับกองทัพรัสเซีย

สองพี่น้องหมาป่า


อะมาลา และ คามาลา สองเด็กหญิงชาวอินเดียวัย 8 และ 1 ขวบครึ่ง ตามลำดับ ถูกพบอาศัยอยู่ในรังหมาป่า ในเมืองมิตนะปอเร เธอถูกช่วยเหลือออกมาโดยมิสชันนารีนาม จาล ซิงห์ ซึ่งตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอยู่ไม่ไกลนัก

เรื่องราวนั้นเริ่มต้นขึ้นในฤดูร้อนปี 1920 เมื่อท่านมิสชันนารีได้รับฟังเสียงร่ำลือจากชาวบ้านว่า ได้ยินเสียงมนุษย์ผีดังออกมาจากในป่าข้างหมู่บ้าน จึงได้นำกลุ่มแกะตามเสียงประหลาดนั้นไป เสียงนั้นมีที่มาจากจอมปลวกรังใหญ่ อันเป็นโพรงอาศัยของหมาป่าด้วย เมื่อทลายจอมปลวกลง หมาป่า 3 ตัวก็ถลันวิ่งออกมา ตามด้วยลูกหมาป่า 2 ตัว และอีก 2 ตัวสุดท้ายที่ตามออกมา คือสองเด็กหญิงเนื้อตัวมอมแมม ส่งเสียงขู่คำราม กระโดดเข้ากัด และข่วนผู้ที่พยายามจะเข้าใกล้เธอ


อะมาลา และ คามาลา ถูกนำตัวไปดูแลที่สถานรับเลี้ยงเด็ก แต่เด็กหญิงทั้งสองดูไม่สามารถปรับตัวใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ได้เลย นอกจากพูดจาภาษาคนกันไม่ได้แล้ว ทั้งคู่ยังเดินหลังตรงไม่ได้ แต่สามารถคลานสี่ขาและวิ่งได้อย่างรวดเร็ว จมูกไวต่อกลิ่น มองเห็นในที่มืดได้ดี โดยในยามค่ำคืน ทั้งสองมักออกมาคลานเตร่ที่สนามหญ้าและส่งเสียงเห่าหอน นอกจากนี้ทั้งคู่ยังไม่ยอมสวมใส่เสื้อผ้า คอยแต่ฉีกทำลายทิ้งอยู่เสมอ แต่ร่างกายของสองเด็กหญิงกลับทนความร้อนความหนาวได้อย่างน่าประหลาด


เป็นที่น่าเสียดายที่อะมาลาเสียชีวิตลงในอีกหนึ่งปีถัดมา ส่วนคามาลามีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 9 ปี ในช่วงเวลาระหว่างนั้น เธอเรียนรู้ที่จะพูดได้เป็นบางคำ เริ่มเหยียดหลังตรง และสามารถเดินได้ด้วยสองขา แม้ว่าจะยังโงนเงนอยู่ก็ตาม
ที่มา: Kapook
แชร์ไปยัง Google Plus
- Advertisement -