- Advertisement -

ตำนานรัก...สะท้านโลก!!


ความงามแบบนางพญาไอยคุปต์ของคลีโอพัตรา.

ความรักในโลกนี้แบ่งได้เป็นหลาย ขนานไม่ต่างจากยารักษาโรค แต่ความรักที่ไร้โศกที่สุดคือความรักที่ไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน ฟังดูแสนยากแต่หากลองทำดูจะรู้ว่าสุขจริงจากรักแท้นั้นมีอยู่ ผู้ที่เอาดวงใจไปฝากคนอื่นไว้จะทำให้มีความสุขขึ้นๆลงๆ เพราะมาตรวัดสุขนั้นไปติดกับหัวใจคนอื่นที่เราไม่อาจควบคุมได้เสียแล้ว ส่วนผู้ที่รักตัวเองมากก็จะมีทุกข์มากจากความรู้สึกปรารถนาไม่มีสิ้นสุด

รักในโลกนี้มีแบ่งได้เป็น 2 แบบง่ายๆคือ “รักแบบมีเงื่อนไข” กับ“รักที่ไร้เงื่อนไข” ขอให้ลองนึกง่ายๆถึงรักจากพ่อแม่ของเราที่ท่านไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน หรือรักจากนักปราชญ์ บรมศาสดาที่รักเพื่อนมนุษย์ทุกผู้ทุกนามได้อย่างไร้เงื่อนไข ความรักที่ “อยู่ที่ใจ” นี้มีหลากรูปหลายแบบเหลือประมาณ ขอเชิญท่านที่รักมาดูตัวอย่างบางความรักที่มีทั้งสุขและเศร้าจนกลายเป็นที่ กล่าวขานไปทั่วโลกไปด้วยกันเลยครับ

คลีโอพัตรา (Cleopatra) นางพญาไอยคุปต์ผู้สร้างตำนานรัก 2,000 ปียังเป็นที่พูดถึงจนทุกวันนี้ เริ่มจากความฉลาดของสตรีนางหนึ่งที่ไม่ต้องการตกอยู่ใต้การปกครองของใครและ ต้องการให้อียิปต์ทั้งชาติเป็นมหาอำนาจเข้มแข็ง ซึ่งความฉลาดของสตรีเหล็กท่านนี้อยู่ที่กุศโลบายในการเป็นพันธมิตรกับมหา อาณาจักรใหญ่ของโลกขณะนั้นคือ “โรม”

คลีโอพัตราได้พบรักกับจอมคนแห่งโรม คือจูเลียส ซีซาร์ จนมีทายาทด้วยกัน โดยหวังให้บุตรชายของซีซาร์กับยอดสตรีแห่งอียิปต์นี้ได้เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ ทั้งบัลลังก์โรมและไอยคุปต์ แต่ต่อมาการณ์ก็กลับไม่เป็นดังคาด ซีซาร์ถูกสังหารอย่างทารุณ ส่วนคลีโอพัตราก็ได้พบรักใหม่กับมาร์ค แอนโทนี ขุนพลเอกแห่งซีซาร์ผู้ล่วงลับ ทั้ง 2 ครองรักกันอย่างมีความสุขได้ไม่นานก็เกิดข้อวิวาทระหว่างอียิปต์กับโรมจนถึง กับยกทัพจับศึกกัน ซึ่งถ้าพ่อมาก เอ๊ย...มาร์ค แอนโทนี จะล่วงรู้สักนิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเยี่ยงไร ก็คงไม่ยอมตกหลุมพรางจนตัวตาย ด้วยในที่สุดก็ได้ยาตราทัพมาสัประยุทธ์จนแพ้หมดรูป ต้องฆ่าตัวตายเพื่อล้างอาย ส่วนคลีโอพัตรา ก็ไม่อาจที่จะทนตกเป็นเชลยของใครได้ จึงกระทำอัตวินิบาตกรรมจนสิ้นชีพตามคนรักไป


แมรี ทิวดอร์ และ ชาร์ลส์ แบรนดัน.


แมรี ทิวดอร์ (Mary Tudor) กุหลาบงามกับความรักชั่วนิรันดร์ แมรีผู้นี้มีชีวิตอยู่เมื่อนานมา ณ อังกฤษ ชีวิตเริ่มด้วยชาติกำเนิดเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์แห่งราชวงศ์ทิวเดอร์หรือ ทิวดอร์ตามที่อ่านสะดวกลิ้น โดยเจ้าหญิงแมรีมีพระเชษฐาเป็นกษัตริย์ผู้โด่งดังแห่งอังกฤษนามว่า “เฮนรีที่ 8” ซึ่งเป็นพระราชาผู้ทรงขึ้นชื่อในเรื่องแสวงหาความรัก โดยทรงมีพระมเหสีถึง 6 พระองค์ ส่วนแมรีผู้เป็นขนิษฐาองค์น้อยนั้นเป็นน้องสาวที่พระองค์รักยิ่ง ทั้งเจ้าหญิงน้อยยังได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหญิงผู้ทรงสิริโฉมที่สุดในยุโรป ต่อมาเมื่อพระเชษฐาผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ยื่นข้อเสนอให้ทรงเข้าพิธี สยุมพรกับพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส

เพื่อความเป็นปึกแผ่นของ 2 แผ่นดิน เจ้าหญิงแมรีน้อยก็ทรงยอมแต่งงานเพื่อ “การเมือง (Marriage of state)” และ “เพื่ออังกฤษ” ที่ทรงรัก จากนั้นไม่ถึง 3 เดือนดีก็ทรงเป็นหม้ายด้วยพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสผู้ชราสวรรคตลง

หลังจากความสูญเสียนี้ก็ได้ทรงพบ รักแท้กับหนุ่มรูปงามนามชาร์ลส์ แบรนดัน ผู้หาใช่คนอื่นไกล แต่เป็นพระสหายวัยเด็กของพระเชษฐาเฮนรีนั่นเอง โดยชาร์ลส์ผู้นี้แม้จะไม่ได้มีกำเนิดเป็นเจ้า แต่ก็มีสายเลือดผู้กล้ามาด้วยบิดาเป็นนายทหารที่สู้จนตัวตาย จึงไม่น่าแปลกที่เจ้าหญิงโฉมสะคราญจะได้เจอชายในฝันตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ แล้ว และแม้ชาร์ลส์จะไม่ใช่เจ้าชายแต่ก็กุมพระหทัยเจ้าหญิงไว้ได้ แต่ก็เป็นความรักที่อยู่ในห้วง “เพลิงพิโรธ” จากพระเจ้าเฮนรีที่รู้สึกราวทรงถูกหักหน้า เพราะทั้งคู่ลอบแต่งงานกันลับๆ แต่แล้วด้วยความกล้าหาญของชาร์ลส์และรักแท้ของทั้งคู่ จึงเปลี่ยนให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี เมื่อเฮนรีทรงเมตตาประทานอภัย ทั้งยังทรงอำนวยพรมายังคู่บ่าวสาวด้วย เรื่องราวที่เป็นดั่งเทพนิยายนี้เกิดขึ้นจริงเมื่อ 500 ปีมาแล้วครับ

ด้วยรักฝังลึกฮัวน่าจึงเก็บศพพระสวามีไว้ข้างกาย.


ฮัวน่า ราชินีผู้วิปลาส (Joanna of Castile) ความรักของพระราชินีพระองค์นี้มีความพิเศษและพิสดารที่เป็นตำนานไม่เหมือน ใคร โดยในบรรดากษัตริย์และราชินีของยุโรปเมื่อยุคกึ่งสหัสวรรษก่อนโน้นยากจะหา ผู้ใดที่ได้แต่งงานกันด้วยความรัก เพราะโดยส่วนใหญ่เป็นการแต่งงานตามหน้าที่ความเหมาะสมที่ต้องการรวมขั้ว อำนาจทางการเมือง แต่การอภิเษกของพระราชินีฮัวน่าโชคดีกว่านั้นเพราะคู่วิวาห์ของพระองค์เป็น ถึงเจ้าชายรัชทายาทแห่งราชวงศ์ฮัปสบวร์ก แถมยังกอปรด้วยพระคุณลักษณะ “รูปงาม” จนได้ฉายาว่า “ฟิลิปรูปทอง (Philippe le Beau)”

ซึ่งเมื่อฮัวน่าแห่งคาสตีลได้ทรง เสกสมรสแล้วก็ใช้พระชนม์อยู่ด้วยความรักอย่างหวานชื่น จะมีปัญหาใหญ่อยู่ก็ตรงที่พระสวามีทรง “เจ้าชู้” ตามประสาหนุ่มรูปหล่อพ่อรวย เป็นเหตุให้ฮัวน่าต้องคอยร้อนใจอยู่เป็นนิจ ซึ่งถ้าฮัวน่าทรงได้คิดสักนิดว่าความรักความพิศวาสนั้นถ้ายิ่งขอน้อยก็จะ ยิ่งได้มาก ก็คงจะไม่ดึงดันทำไปตามพระอารมณ์ในวัยสาว ดังครั้งหนึ่งที่แรงริษยาในพระทัยสุดจะหักห้าม พระราชินีสาวถึงกับทรงคว้าพระแสงปนาค (กรรไกร) ใกล้พระหัตถ์แล้วตัดฉับไปที่ผมยาวสลวยของชู้รักในเจ้าชายเสีย

แต่เมื่อวันหนึ่งที่พระสวามีสิ้น พระชนม์ลงกะทันหัน ทำให้ฮัวน่าพระทัยสลาย ทรงไม่อาจทำใจได้เลยแม้แต่น้อย ทรงประกาศให้ทุกคนทราบว่าจะเก็บ “ร่าง” ของเจ้าชายไว้ใกล้ตัวตลอด มิไยที่ร่างนั้นจะเริ่มเสื่อมไปตามธรรมชาติ จนเจ้าพนักงานต้องมา (แอบ) อัญเชิญไป จากนั้นมาฮัวน่าก็จมอยู่กับอดีตจนไม่อาจทรงงานได้ ส่วนพระสัญญาก็เริ่มแปรผันไปจนต้องถูกจำพระองค์ไว้แต่ในปราสาทไม่อาจให้ใคร เฝ้าได้ ในเวลาที่พอมีพระสติบ้างก็จะเล่าถึงวันชื่นคืนสุขที่ทรงครองรักกับฟิลิปพระ สวามีรูปงาม


โพคาฮอนทัสช่วยชีวิตกัปตันหนุ่ม.


โพคาฮอนทัส (Pocahontas) สาวงามชาวอเมริกันพื้นเมืองในสมัยที่อังกฤษยังล่าเมืองขึ้นไปไกลถึงอเมริกา โพคาฮอนทัสนั้นมีนามจริงว่า “มาตูอากา” เป็นถึงลูกสาวหัวหน้าเผ่าในดินแดนบุกเบิกที่สมัยแรกเรียกว่าเวอร์จิเนีย เรื่องราวแห่งความรักของเธอนั้นมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องเล่า ว่ากันว่าเมื่อบิดาผู้เป็นหัวหน้าเผ่าของเธอจับชายหนุ่มชาวอังกฤษนามจอห์น สมิทได้ ก็จะสำเร็จโทษด้วยการทุบกะโหลกเสีย แต่ปรากฏว่าเธอช่วยชีวิตเขาไว้ด้วยการเอาศีรษะไปพาดเขียงแทน ทำให้บิดาละโทษประหารไป แต่ต่อมาชะตากลับข้างทำให้โพคาฮอนทัสถูกจับเป็นตัวประกันโดยฝ่ายอังกฤษบ้าง ซึ่งนั่นทำให้เธอได้อยู่กับคนรักคือกัปตันจอห์น สมิท ต่อมามีพยานรักด้วยกันเป็นบุตรชายคนหนึ่ง

พิธีแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ของโพคาฮอนทัสกับจอห์น.

แต่เรื่องจริงก็คือเธอแต่งงานกับ ชายชาวอังกฤษชื่อ จอห์น รอฟ ซึ่งเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานคนแรกๆมากกว่า ซึ่งต่อมาแม้โพคาฮอนทัสจะได้รับอิสระจากการควบคุมแต่เธอก็สมัครใจที่จะอยู่ กับจอห์นต่อ และที่นั่นเองเธอได้เปลี่ยนศาสนามาเข้ารีตโดยมีชื่อใหม่ว่า “รีเบ็คก้า” ซึ่งต่อมาจอห์นก็ได้พาเธอลงเรือกลับอังกฤษไปด้วย ผลก็คือผู้ดีอังกฤษทั้งหลายต่างตื่นตาและ “ทึ่ง” กับการปรับตัวของเธอ โพคาฮอนทัสได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษถึงในราชสำนัก ส่วนพยานรักของเธอนั้นก็ได้สืบเชื้อสายต่อมาอีกมากมาย

รักที่มีแต่ให้ของคุณหมออัลเบิร์ต ชไวเซอร์.



คุณหมออัลเบิร์ต ชไวเซอร์ (Albert Schweitzer) คุณหมอท่านนี้มีความรักให้ “คนไข้” และ “ดนตรี” อย่างยากจะหาใครเสมอเหมือน คุณหมออัลเบิร์ตมีชีวิตที่น่าสนใจยิ่งเพราะเริ่มต้นมาจากการเป็นนักดนตรีผู้ เชี่ยวชาญออร์แกน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีคีบอร์ดที่ใช้ลมขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งดนตรีคือจุดเริ่มต้นของการมีจิตใจละเอียดอ่อนรักเพื่อนมนุษย์ โดยอัลเบิร์ตสนใจปรัชญาอย่างลึกซึ้งจนเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างตัวจนเป็นหมอ ด้วยหนทางชีวิตที่น่าทึ่ง ด้วยพื้นฐานความรู้ที่ไม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เลย แต่อัลเบิร์ตตัดสินใจเข้าศึกษาแพทยศาสตร์ในวัย 30 ปี ซึ่งต้องใช้ความอุตสาหะยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่อัลเบิร์ตผู้เป็นนักปรัชญาและนักดนตรีไม่เคยทราบมาก่อน

ระหว่างการเรียนด้วยความเพียรนั้น เขาได้ปลุกจิตสำนึกของแพทย์ทั่วโลกขึ้นมาอย่างหนึ่งคือ แพทย์ควรเป็น “นักปรัชญาวิทยาศาสตร์” ด้วย เพื่อจะได้เข้าใจหัวใจเพื่อนมนุษย์อย่างลึกซึ้งขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ยังคงทันสมัยมาจนทุกวันนี้ อัลเบิร์ตมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ยิ่งจึงอาสาไปรักษาคนไข้ในแอฟริกาซึ่ง เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ยิ่งเมื่อกว่า 100 ปีก่อนยังคงเป็นดินแดนรอการบุกเบิกเต็มไปด้วยอันตรายและความตายจนขนานนามกัน ว่า “กาฬทวีป” แต่เขาและภรรยาก็เลือก “กาบอง” ดินแดนที่ห่างไกลความเจริญในแอฟริกาเป็นที่สร้างโรงพยาบาล เขาก็ได้อุทิศชีวิตเพื่อผู้อื่นเช่นนี้จวบจนลมหายใจสุดท้าย โดยเมื่อสิ้นลมหายใจร่างของคุณหมอรางวัลโนเบลอย่างอัลเบิร์ต ชไวเซอร์ ก็ถูกนำกลับมาฝังที่โรงพยาบาลในกาบอง ท่ามกลางเพื่อนมนุษย์ที่เขารักและรักเขายิ่งนั่นเอง นี่เป็นความรักของคุณหมอนักบุญ

เมื่อมีความรักทำให้คนกล้า ทั้งกล้าบ้าบิ่นและกล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง บางคนสละได้แม้ชีวิต หรือสิ่งที่ผู้คนทั่วไปถือว่าสูงค่า ดังเช่นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระเจ้ากรุงอังกฤษ ซึ่งทรงประกาศสละราชสมบัติเพราะไม่อาจ “อยู่โดยปราศจากคนที่รักได้”

หัวใจที่มีรักนั้นทำได้หลายอย่าง

ซึ่งสิ่งที่จะกำหนดควบคุมการกระทำ ได้ก็คือการใช้สมองเป็นเครื่องนำความรักนี่เองครับ มนุษย์ผู้เป็นสิ่งมีชีวิตอันประเสริฐจึงโชคดีที่มีมันสมองติดมา พร้อมทั้งหัวใจที่พร้อมจะให้รักแก่ชีวิตอื่นได้ ซึ่งอยู่ที่ใจเราว่าจะมอบความรักให้ใครอย่างฉลาดหลักแหลมที่สุด

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรักอย่างไร้เงื่อนไข


ที่มา: Clipmass
แชร์ไปยัง Google Plus
- Advertisement -