- Advertisement -

ทำเอาชาวเน็ตฮืฮฮาสนั่นโซเชียล "เน วัดดาว" ประกาศเลิก......!!! ด้วยเหตุผลสุดยอดของชีวิต!!


ถ้าพูดถึงชื่อ เน วัดดาว หลายคนต้องมักนึกภาพ นักเลงหน้าโหดที่มีรอยสักเต็มตัว แต่วันนี้หลายคนอาจเรียกเขาว่า โจรกลับใจก็ได้ เพราะเขาเลิกทำพฤติกรรมนักเลงเรียบร้อยเเล้ว แถมยังได้รับโอกาสเข้าสู้วงการบันเทิงอีกด้วย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เนวัดดาวได้โอกาสออกรายการ จุดเดือด ทางช่อง 2 และขอพูดถึงบทบาทความเป็น "พ่อ" ที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมปล่อยประโยคเด็ด “ผมไม่ใช่คนดี แต่ทำหน้าที่พ่อไม่เคยบกพร่อง"


เขากล่าวว่า “ลูกชาย 1 ขวบ 4 เดือนแล้วครับ ชื่อน้อง ฟาส ครับ" เน วัดดาว บอกด้วยรอยยิ้ม ก่อนอธิบายว่าได้แรงบันดาลใจในการตั้งชื่อลูกมาจากภาพยนตร์เรื่อง "ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส" ที่ตัวเองชื่นชอบ

แถมยังบอกอีกว่า เลี้ยงเด็กเป็นงานยากกว่าที่คิด เพราะเจ้าหนูน้อยซนมากกก!!! ยังดีที่ได้ญาติๆ มาช่วยกันเลี้ยง โดยเฉพาะเวลาที่เขาต้องออกไปทำงาน เลยได้คนช่วยแบ่งเบาภาระ

“ต้องบอกว่าผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย เพราะว่าลูกกินนมเก่งมาก กล่องนึงกินประมาณวันกว่าๆ ไม่เกิน 2 วันส่วนใหญ่ เพราะว่าเดี๋ยวกิน เดี๋ยวกิน กินเก่งมาก แรกๆ ยังไม่ชอบกินข้าว หลังๆ เริ่มกินข้าวบดๆ กับไข่เจียวละ” เนเล่าพลางหัวเราะลั่นที่สำคัญเขายังบอกว่า “ถึงมันดื้อ แต่เราก็มีความสุข”


“มันมีความสุขมาก เพราะลูกคือชีวิตใหม่ของเรา อย่างที่บอกว่าถ้าเราเกิดอารมณ์ร้อน ทำอะไรผิด หันมาเห็นลูกปุ๊บทุกอย่างจบ อารมณ์ลงหมด จะคิดถึงหน้าลูกตลอด"

"เช่นจะมีเรื่องแล้วหยิบปืนออกมาจากบ้าน อันนี้สมมุตินะ เห็นหน้าลูกแล้วต้องวางปืนเลย จะเย็นลงกับการตัดสินใจอะไรทุกอย่าง"





เมื่อถามถึงภาพในอดีตที่หลายคนยังติดตาจนพลอยเกิดความสงสัยว่า เน วัดดาวน่ะหรือจะเลี้ยงลูกได้จริง?

“เราก็อยากจะถามเขาว่า ณ ตอนนี้ที่เห็นผมเลี้ยงลูก ผมมีอะไรที่บกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูกเอง วันเทศกาลต่างๆ ผมก็จะอยู่กับลูก กับครอบครัว บางคนที่มาพูดๆ ยังเอาตัวไม่รอดเลย"

"ลองมาเป็นอย่างผมดูสิ ผมโตมาก็ไม่ได้มีพ่อแม่เลี้ยง ผมก็อยู่กับปู่ย่า พอจบ ป.6 อยู่ ม.2 ม.3 ก็เริ่มต้องหาเงินเรียนเองแล้ว หาเงินเรียนเองไม่เท่าไหร่ ตอนหลังก็ต้องมาส่งน้อง ช่วยที่บ้าน ช่วยหลาน ช่วยพี่ป้า น้าอา อะไรหลายๆ อย่าง ลำบากมาก ตอนนี้ผมอายุ 25 ปี ส่วนแฟน 22 ปี แต่เราก็ช่วยกันเลี้ยงลูก"

แต่แน่นอนว่าย่อมมีคนไม่เข้าใจ และดูถูกอยู่เนืองๆ “ที่ไม่ยอมและเจ็บใจที่สุดคือพูดประมาณว่า เดี๋ยวลูกมึงก็ต้องเล่นยาเหมือนมึง พูดแบบว่าเด็กเกิดในสภาพแวดล้อมแบบนั้นยังไงก็ไปไม่พ้น" เขาเล่าด้วยเสียงเครียด


"ผมก็ถามว่ามึงเกิดโรงพยาบาลก็ไม่เห็นได้เป็นหมอหนิ มันไม่เกี่ยวว่าเกิดตรงไหนแล้วต้องเป็นอย่างนั้น จริงไหม ไม่งั้นหมอก็เต็มประเทศแล้ว"

"มันไม่ได้ขึ้นกับอะไรทั้งนั้น มันอยู่ที่ตัวคนมากกว่า ที่บ้านผมก็ไม่เคยสอนให้ผมขายยา เล่นยา ผมเลือกที่จะเลวเอง มันก็เลยเข้าไปสู่ทางนี้”

ส่วนในอนาคตถ้าลูกคิดจะสักเต็มตัวเหมือนกับเขานั้น “เราจะบอกให้ลูกดูว่าทุกวันนี้พ่อทำอะไร สมมุติวันหนึ่งมีคนมาถามลูกว่าพ่อทำงานอะไรลูกก็คงตอบไม่ได้ ทำไมพ่อถึงสัก ลูกก็คงตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าอนาคตหนู (หมายถึงลูก) ไม่อยากให้ลูกหนูมึน เหมือนที่หนูมึนอยู่ตอนนี้ ก็อย่าทำตัวเหมือนพ่อ เราเชื่อว่าเรามีวิธีพูดกับลูกเรา”


ส่วนที่ทำใจแล้วว่ายังไงลูกก็หนีไม่พ้นคือเรื่องโดนล้อจากคนรอบข้าง

“ผมว่ามันต้องโดนนะ ตอนเด็กๆ เราก็โดนล้อว่าเด็กกำพร้า แต่มันขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจว่าจะเข้มแข็งแค่ไหน"

เขาจึงตั้งใจจะสอนลูกให้เป็นคนอดทน โดยหยิบคำด่า คำเหยียดหยามต่างๆ มาแปรเป็นแรงฮึด!

"ถ้าเราชนะคำพูดของเขาได้ เราสะใจอยู่ในตัวเอง กูไม่ได้ทำอย่างที่มึงพูด ผมจะคอยบอกตลอดเวลาออกรายการไหนก็ตาม ผมไม่ใช่คนดีหรอก ทุกคนมีทั้งดีทั้งเลว อย่าประเมินผมดีมาก วันนึงคุณอาจผิดหวังในบางเรื่อง วันนึงผมอาจไปมีเรื่องกับใคร สมมุตินะ พลั้งมือทำร้ายเป็นคดีกัน ผมก็จะโดนตราหน้าว่าเลวอีก โดยไม่ได้ดูเหตุการณ์เลย"


นอกจากนี้เขายังสารภาพตรงๆ ว่าอยากกลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิมอีกครั้ง โดยเฉพาะด้านคอมและภาษาอังกฤษ เพราะอยากนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ด้วยวีรกรรมต่างๆ ที่ผ่านมาทำให้ไม่ได้รับการต้อนรับ

“ตั้งใจว่าถ้าไม่ได้เรียนที่เดิม ผมก็จะไม่เรียน เพราะมันมีความผูกพันที่นั่น แต่เราเข้าใจสาเหตุที่เขาไม่รับนะ เพราะวีรกรรมเราเยอะมาก" เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

Google Plus
- Advertisement -