- Advertisement -

ประสบการณ์ชีวิตคู่ "ชายรักชาย" ที่อยู่คู่กันมากว่า 30 ปี "เราอยู่ต่อเพื่อกันและกันนะครับ"


อยู่ด้วยกันมาได้ 30 ปีแล้วครับ คู่ชายกับชาย คิดไว้นานแล้วว่าถ้าวันนี้มาถึงจริง จะโพสเล่าในพันทิป

ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าผมก็แล้วกันนะครับ ฟังดูกลาง ๆ ดี เพราะผู้อ่านมีหลากหลายช่วงอายุ ใครอยากคอมเมนต์แล้วเรียกว่าน้าก็ดี แต่เรียกลุง ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ ตอนนี้ผมอายุ ๕๔ ส่วนคนที่ผมอยู่ด้วยอายุ ๖๑ ครับ ที่มาเล่าเรื่องของตัวเองวันนี้ หวังให้เป็นประโยชน์แก่เพศที่สามรุ่นหลัง พ่อแม่ของเพศที่สามซึ่งคิดไม่ออกว่าอนาคตลูกของตนจะลงเอยอย่างไร และบุคคลทั่วไปที่สงสัยว่าเพศที่สามซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทยนั้นอนาคตของเขาจะมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืนได้หรือเป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ฉาบฉวยและจบลงด้วยการเลิกรากันไปเท่านั้น

เอาที่มาที่ไปก่อนนะครับว่ามาตกล่องปล่องชิ้นกันอย่างไร ช่วงนี้จะพยายามเล่าไม่ให้เหมือนนิยาย เพราะคนในพันทิปชอบมองเรื่องแบบนี้เป็นนิยายไปหมด ไม่อยากโดนว่า “นิยายเชิญไปห้องข้าง ๆ” น่ะครับ

ตอนนั้นผมอายุ ๒๕ เริ่มมีกิจการร้านเช่าหนังวีดีโอที่พ่อแม่ลงทุนเปิดให้ในจังหวัดแห่งหนึ่ง เป็นจังหวัดบ้านเกิดแหละครับ แต่ไม่ใช่กทม. ก่อนหน้านี้สักประมาณ ๑ ปีได้ ผมไปดูหนังแล้วนั่งติดกับผู้ชายคนหนึ่ง แต่ผมไม่ได้สนใจ จนกระทั่งหนังจบ ตอนเดินออกมาจากโรง ผู้ชายคนนั้นชวนคุยเรื่องหนัง ว่าตอนจบมันห้วนไป บลา ๆๆ ก็คุยกันไปเดินออกจากโรงไปแค่สี่ห้านาที แล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป

แต่ไม่รู้ทำไมใจผมเต้นตึ้กตั้ก เหมือนผมรู้ว่าคนนี้เป็นเกย์ สมัยนั้นดูคนเป็นเกย์ไม่แสดงออกยากมากนะครับ แทบไม่มีทางเลยด้วยซ้ำถ้าเขาไม่แสดงตัว นึกแล้วอยากเขกหัวตัวเองที่ไม่สานต่ออะไรไว้เลย ก็คนไม่เคยอะนะ แต่เม็มไว้ในหัวละ หน้าตาอย่างนี้ ขี่มอเตอร์ไซด์รุ่นนี้สีนี้ อย่าให้เจออีกก็แล้วกัน

ผ่านมาหนึ่งปีจากวันนั้น เขาไปเช่าหนังที่ร้านผมโดยบังเอิญ เป็นช่วงที่ผมเปิดร้านได้ไม่กี่เดือนเองครับ ตอนนั้นปี ๒๕๒๘ ผมจำเขาได้แม่น แต่เขาจำผมไม่ได้เลย คราวนี้ผมไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ ก็เลยชวนเขาคุยโน่นนี่ ได้ความว่าเขามาซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านแถวนี้เอง คุยกันไปสักพักเขาก็คงดูออกว่าผมสนใจเขา

แนะนำชื่อเลยนะครับ เขาชื่อแทน เวลานั้นเขาอายุ ๓๑ ปี แก่กว่าผม ๗ ปี เป็นคนหนุ่มที่รู้ตัวว่าชอบชายอยู่แล้วนะครับ อาชีพค้าขาย มีบ้านที่เพิ่งเริ่มผ่อน อยู่คนเดียว แต่เคยมีอะไรกับผู้ชายมาเยอะแล้ว เป็นคนหน้าตาดี รูปร่างใหญ่ ดูอบอุ่น คนแบบนี้เหลือมาถึงผม จะเชื่อกันไหมนี่


มารู้ภายหลังว่าเขาคบหาผู้ชายอีกคนอยู่ครับ เป็นสจ๊วต แต่เขาบอกว่าสจ๊วตคนนั้นไม่ว่าถ้าเขาจะมีอะไรกับคนอื่น เพราะนาน ๆ ถึงจะเจอสจ๊วตคนนั้นสักที พอผมสนิทกับแทนได้ไม่กี่วันก็มีอะไรกันแล้ว ผู้ชายกับผู้ชายมีอะไรกันง่ายครับ จากนั้นผมก็ขนข้าวของเข้ามาอยู่บ้านเขาเลยครับ ทีละนิด ทีละหน่อย บ้านเขากับร้านผมอยู่ห่างกันแค่เดินห้านาทีเอง สุดท้ายผมก็ยึดครองพื้นที่ อีกหลายเดือนต่อมาเขาก็บอกเลิกสจ๊วตคนนั้น เขาบอกว่าระยะทางเป็นอุปสรรค เขาต้องการคนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา บ้านหลังนั้นก็คือบ้านหลังปัจจุบันที่ผมอยู่นี่เลยนะครับ อยู่มา ๓๐ ปีไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลย วันที่เข้ามาอยู่วันแรกไม่นึกเลยนะครับว่าเรื่องราวมันจะมาถึงปีที่ ๓๐ ได้

เรื่องนี้ไม่เน้นดราม่า แต่อยากเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ทั่ว ๆ ไปมากกว่า ว่าอยู่กันมาได้อย่างไรนานขนาดนี้ กลับไปที่ช่วงแรก ๆ ก่อนนะครับ มีทะเลากันทุกวันเลยก็ว่าได้ เรื่องจุกจิกหยุมหยิม เพราะต่างคนก็มาจากสภาพพื้นหลังที่แตกต่างกัน ไม่ได้ค่อย ๆ รู้จักกันทีละนิด แต่ผมรุกเข้ามาหาเขาเร็วเกินไป เวลาปีแรกจึงหมดไปกับการทะเลาเบาะแว้งสลับกับความสุขแบบข้าวใหม่ปลามัน แต่ใจผมนั้นอยากประคองชีวิตคู่ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โชคดีที่ไม่ว่าจะทะเลากันรุนแรงแค่ไหน แทนไม่เคยออกปากไล่ผมหรือขอเลิกกับผมก่อนเลย มีผมเสียอีกเคยหนีกลับไปอยู่ร้าน แต่ไม่กี่วันเขามาง้อให้กลับไปอยู่กับเขาเหมือนเดิม

ครอบครัวทางบ้านผมคงรู้ว่าผมเป็นเกย์มาตลอด แต่ผมไม่แสดงออกนะครับ พ่อแม่ไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ตอนแรกพวกท่านก็นึกว่าผมนอนที่ร้านวีดีโอ แต่ตอนหลังก็ค่อย ๆ รู้ว่าผมมานอนบ้านแทน แม่ก็ว่า เออ ๆ มานอนบ้านพี่เขาก็ดี บ้านเงียบดี ไม่เหมือนที่ร้าน รถราเสียงดัง แต่ทางบ้านผมไม่มาถามซอกแซก และผมก็ไม่เคยประกาศว่าตอนนี้ผมกับแทนเป็นอะไรกัน ให้เขาค่อย ๆ รู้ไปเองทีละนิดดีกว่า ส่วนญาติพี่น้องคนอื่นก็เหมือนกัน ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ แต่รับรู้ว่าแทนเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของผมเท่านั้น ทางญาติพี่น้องของแทนอยู่จังหวัดอื่น ไม่ใช่จังหวัดที่ผมอยู่นะครับ และโชคดีว่าทุกคนไม่มายุ่งเกี่ยวกับแทนเลย นอกจากนาน ๆ ทีจะมาเยี่ยมและค้างที่บ้านคืนสองคืน และรับรู้แค่ว่าผมเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่มาอาศัยชายคาบ้านชั่วคราวเท่านั้น แต่พอนาน ๆ ไปก็คงพอจะรู้ แต่เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ หรือไม่สนใจก็ได้ ดีจังที่ไม่มีปัญหาเรื่องพ่อแม่ญาติพี่น้องไม่ยอมรับหรือเข้ามาวุ่นวายในชีวิต

อยู่กันมาได้ปีเดียว งานค้าขายที่แทนทำอยู่ก็ประสบปัญหาขาดทุน เงินที่เคยพอผ่อนบ้านก็ไม่มี ผมต้องรับผ่อนแทน และแทนได้งานใหม่ในตำแหน่งบาร์เทนเดอร์ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง แทนทำช่วงกลางคืนและนั่นทำให้ชีวิตคู่ของเราเปลี่ยนไปครับ

เราเจอกันแค่กลางวัน พอค่ำแทนก็ต้องเตรียมตัวไปทำงาน กว่าจะกลับก็หลังเที่ยงคืน บางทีไปสังสรรค์กับเพื่อนเขาต่อก็ถึงตีหนึ่งตีสอง ส่วนผมทำงานกลางวัน กลางคืนปล่อยลูกน้อง และมีเวลาว่างมากกว่าเขา ช่วงนี้ ยาวไปอีกสิบกว่าปี ชีวิตเราเปลี่ยนไปเยอะเลยครับ

แทนดื่มเบียร์เข้าบ้านทุกคืน ตรงนี้ผมต้องปรับตัวเลย ไม่ห้ามเขาแต่หาทางอยู่กับคนเมาและบางครั้งก็หาเรื่องเราให้ได้ ปัญหาเรื่องแทนมีผู้ชายคนอื่นก็มีบ่อย เขาอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ หน้าตาดี ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและเป็นที่หมายปองของชายชอบชายคนอื่น มีทั้งฝรั่งทั้งไทย คงโดนหิ้วบ่อยนะผมว่า ผมก็พยายามทำใจครับ ขออย่าให้จริงจังก็แล้วกัน ผ่านแล้วผ่านเลยไม่ว่า แต่มีอยู่ปีหนึ่งเขาเกิดจริงจังกับแขกคนหนึ่งขึ้นมาครับ เป็นปีที่ผมแย่มาก ๆ เกือบเลิกเลยนะ อยู่แบบตกนรกเลย แทนคบคนนั้นแบบเปิดเผยและบอกว่าไม่มีอะไรกันแค่คบเหมือนเพื่อน แต่ผมรู้ว่ามันมากกว่านั้น จินตนาการหลอกหลอนตัวเองมากมายครับ บางทีเครียดจนเจ็บกระเพาะ แต่พอปีนั้นผ่านไป เขาก็เลิกกันไปเอง ผมถึงว่า ชีวิตคู่อย่าวู่วาม ถ้าเราคิดสั้น หรือเราเลิกกัน มันก็แค่นั้นแหละ แต่ถ้าเราผ่านมันไปได้ วันนี้เรากลับมามองมันก็เหมือนเราอ่านนิยายเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่เห็นเจ็บเห็นปวดเลย





พูดเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ของแทนไปแล้ว มาถึงตาผมบ้างนะ ความที่ผมมีเวลาว่างมากโดยเฉพาะกลางคืนผมไปไหนได้อิสระก่อนที่แทนจะเข้าบ้าน ผมก็มีแรดเหมือนกัน อายุยังน้อย เออ ลืมบอกไปว่าเราไม่ค่อยมีอะไรกันแล้วนะครับ เดือนแรก ๆ ก็ถี่หน่อย พอผ่านมาสักปีก็แทบไม่มีอะไรกันอีกเลย มันเหมือนจำเจไปแล้ว ผู้ชายด้วยกัน มันหมดความน่าค้นหา หมดกระบวนท่าว่างั้นไหมครับ ก็เลยคุยกันว่าจะไปมีอะไรกับใครก็มีได้แต่อย่าจริงจัง มีเพื่อเซ็กซ์เท่านั้นพอ

ผมก็ออกเที่ยวผับเที่ยวบาร์บ้าง ได้เจอเกย์ ได้มีอะไรกับผู้ชายคนอื่นบ้าง ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องนะครับ แต่ไม่ได้เอามาเล่าให้แทนฟังหรอก ไม่ให้เขารู้ดีกว่า ให้เขาสบายใจ เขาก็ไม่เคยมาซักถามว่ากลางคืนไปไหนกับใครบ้างหรือเปล่า ส่วนผมก็เหมือนกันไม่ถามเขา แต่สังเกตเอาเองว่าคืนนี้ดึกเกินไปไหม บางทีเขาก็ไปกับเพื่อนผู้ชายแท้ ๆ ของเขาจริง ๆ นาน ๆ ก็มีแบบไปกับคนที่มาจีบเขาบ้าง เฉลี่ยที่เราต่างมีอะไรกับคนอื่นนี่ไม่น่าเกินสองสามเดือนต่อครั้งนะครับ ไม่ได้บ่อยมาก

ชีวิตเป็นแบบนี้อยู่ประมาณสิบห้าปี แทนเปลี่ยนงานจากบาร์เทนเดอร์ไปสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าในโรงแรม แต่ยังเป็นงานที่กลับดึกเหมือนเดิม และคงมีอะไรกับคนอื่นนาน ๆ ครั้งเหมือนเดิม ผมก็เหมือนกัน บางคืนก็ออกไปเที่ยวแล้วกลับเข้ามานอนก่อนเที่ยงคืน


ชีวิตเราเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งช่วงปี ๒๕๔๒ – ๔๓ จำแน่ไม่ค่อยได้ เป็นช่วงที่ฟองสบู่แตกได้สัก ๒ ปีแล้ว เศรษฐกิจไม่ดี แทนได้ผลกระทบเยอะ เพราะงานที่ทำแย่ เขาต้องออกจากงาน และเงินที่เขาเคยมีและเอาไปลงกับการเล่นเก็งซื้อขายเงินตราต่างประเทศก็ขาดทุน แทนหมดตัวหมดงานครับปีนั้น

เป็นผมที่ช่วยเขาสารพัด กอบกู้ชีวิตให้เขาฝ่าวิกฤตเลวร้ายไปได้ ผมขอให้เขาได้ทำงานกับญาติผม เป็นงานกลางวันครับ งานสบายกว่าที่เขาเคยทำเยอะ แต่รายได้ก็แค่พอกินพอใช้ ส่วนทรัพย์สินที่เคยมีเคยสะสมไว้ หมดไปแล้วกับช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ด และไม่เคยหาได้อีกเลยครับ เพราะรายได้แต่ละเดือนแค่พอกินพอใช้สบาย ๆ แต่ไม่เหลือเก็บซื้อสินทรัพย์ นอกจากเก็บไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลดูแลตัวเองตอนบั้นปลายของชีวิตแต่ก็ไม่มากมายอะไร

พอแทนทำงานกลางวัน กลางคืนเราก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ผมก็ไม่ได้ออกไปแรดที่ไหนอีกเลย ถ้าออกไปเที่ยวก็ไปด้วยกัน ชีวิตก็เริ่มเข้าที่เข้าทางจริง ๆ ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา ตอนนั้นผมอายุได้ ๔๐ ปีแล้ว การงานการเงินจัดว่าอยู่ในระดับดีน่าพอใจ ร้านวีดีโอกลายเป็นร้านเช่าดีวีดี ผมมีเงินสะสมก้อนหนึ่งก็เอาไปสร้างหอพักเล็ก ๆ และกู้แบงค์เพิ่มอีกบางส่วนตอนนี้ผ่อนแบงค์หมดแล้ว เก็บเงินค่าเช่ากินอย่างเดียวครับ

จากปีที่แทนเริ่มทำงานกลางวัน จนถึงปัจจุบันก็ ๑๔ ปีแล้ว ที่เราอยู่ด้วยกันมาแบบเช้าออกไปทำงาน เย็นกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนกับชีวิตคู่ของคนทั่วไป ชีวิตมีความสุขดีพอสมควรครับ เรื่องรายได้ ผมหาได้เยอะกว่าเขา ก็ออกให้เขาบ้าง เวลาอยากกินอยากใช้อะไรแพง ๆ อยากเที่ยวต่างประเทศด้วยกันผมก็จ่ายให้เขาครับ


ช่วงต่อไปอยากจะเล่าถึงชีวิตคู่ของชายกับชายอย่างเรา ที่ต้องสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนบ้าน เพื่อนของตัวเอง ลูกน้องที่ทำงาน ญาติพี่น้อง อนาคตของเรา อ๋อ อายุขนาดนี้อนาคต ก็คงเหมือนคนแก่ทั่วไปที่ต้องมีแผนรับมือกับค่ารักษาพยาบาล การทำพินัยกรรม มันจะมีปัญหาอะไรบ้างในประเทศที่ยังไม่รับรองการสมรสของคนเพศเดียวกัน

ขอเล่าเพิ่มว่าผมเป็นคนตัวผอมบาง ส่วนแทนรูปร่างสูงใหญ่ อย่างนี้คงนึกออกแล้วนะครับว่าใครรับบทบาทอะไรในบ้าน เราไม่ใช้คำว่าผัวเมียกันเลยนะครับ มันเป็นคำของชายหญิงเขา ส่วนของเรา ผมก็คือผม แทนก็คือแทน เวลาแนะนำกับเพื่อนก็บอกว่านี่พี่แทน แค่นี้ ที่เหลือไปคิดเอาเอง

ในละแวกที่ผมและแทนใช้ชีวิตอยู่ คนแถวนั้นถ้าอยู่มานานก็คงรู้ แต่คนมาใหม่ก็ไม่รู้หรอกครับ เราไม่ค่อยไปไหนมาไหนด้วยกัน ถ้าไปด้วยกันก็ไปไกล ๆ เลย อย่างไปห้าง ไปร้านอาหาร แต่ถ้าไปตลาดแถวบ้านหรือกินข้าวแถวบ้านแทบไม่เคยไปด้วยกัน อย่ามองว่าคู่เกย์ต้องตัวติดกัน หรือไปไหนต้องใส่เสื้อเหมือนกัน ป่าวประกาศให้โลกรู้ คู่เราไม่ทำครับ

เราใช้ชีวิตเกย์ บนพื้นฐานที่ไม่ปิดบัง แต่ไม่เปิดเผยโจ่งแจ้งพร่ำเพรื่อ ดูด้วยว่าคนอื่นจะรับได้ไหม กระอักกระอ่วนไหม ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปแนะนำกับเพื่อนว่านี่แฟนเรา ไม่ทำครับเกรงใจเพื่อน เห็นหลายคู่ชอบโพสตามเฟสบุ๊คไปไหนก็ถ่ายรูปกับแฟน โชว์สวีทหวานแหวว ให้เพื่อนมาไลค์มาคอมเมนต์ เราไม่เคยทำครับ เกรงใจ และอาจมีคนหมั่นไส้เอาได้

เอาทางด้านสังคมก่อนนะครับ แทนก็มีกลุ่มเพื่อนฝูงของเขา เพื่อนโรงเรียนเก่า เพื่อนที่รู้จักกันในวัยทำงาน ส่วนมากไม่รู้เรื่องส่วนตัวของแทนนะครับ อาจมองว่าคนไม่ได้แต่งงานคงเป็นเกย์ ส่วนมากรู้แค่นี้ แต่ไม่มีใครมาก้าวล่วง และไม่ค่อยมีใครมาหาที่บ้าน เหมือนแทนก็รักษาระยะห่างไว้ได้พอดีพองาม

ส่วนผมมีความเป็นเกย์เยอะกว่าแทน เพราะมีเพื่อนเกย์แสดงออกอีกสองสามคน แต่ถ้าในชีวิตประจำวันก็เหมือนผู้ชายปกติครับ คบกับเพื่อนผู้ชายปกติ มีสังคมกับผู้ชายทั่วไปซึ่งลับหลังคงคุยกันว่าผมเป็นเกย์หรือเปล่าบ้างกระมัง แต่ก็ปฏิบัติต่อผมเหมือนเพื่อนผู้ชายทั่วไปครับ และไม่เคยมีใครมาซักไซ้ไล่เลียงเรื่องส่วนตัว แต่ถ้ามีบางคนมาถามว่าทำไมยังไม่แต่งงาน ผมก็ตอบเลี่ยง ๆ ว่า อยู่อย่างนี้สบายดีแล้ว ผมไม่ลำบากใจ แต่แอบคิดว่า ถ้าฉันตอบตรง ๆ นายจะรับได้ไหมล่ะ

เวลาได้การ์ดเชิญก็ได้คนละใบ ไปคนละงานนะครับ เพื่อนเขาเชิญ ก็เชิญเขาคนเดียว เพื่อนผมก็เชิญผมคนเดียว ไม่ได้รู้จักทั้งคู่ นอกจากเพื่อนสนิทมาก ๆ ไม่กี่คนที่รู้เรื่องของเราและเข้านอกออกในบ้านเราได้ พวกนี้ก็สบายมาก เวลาเชิญก็การ์ดเชิญใบเดียว เราใส่ซองก็ซองเดียวกันไปเลย แต่ถ้าเพื่อนไม่สนิท เขาก็มาสองการ์ด เราก็ใส่สองซอง ไม่เคยส่งพวงหรีดแล้วใส่ชื่อสองคนเลยสักครั้ง ไม่ทำครับ เรื่องทำตัวให้แปลกออกไปนี่เราไม่ทำเลย

เห็นคู่เกย์สมัยนี้ออกมาจัดงานแต่งกันเยอะขึ้น ก็ดีใจด้วยครับ ขอให้อยู่กันยืด ๆ นะ คู่เราไม่คิดจะทำเลยครับ เรื่องพวกนี้มันไม่การันตีเลยว่าหลังจากนี้คุณจะอยู่กันได้ยืนยาวจริง เกรงใจผู้คนแขกเหรื่อที่มางาน และคงมีคนค่อนนินทาแน่นอน เฮ้ย ใครผัวใครเมียวะ เฮ้ยมันทำอะไรกันยังไงวะ แต่ผมไม่ได้ต่อต้านนะครับ แค่มองต่างมุม ฝรั่งเขาก็ออกมาจัดงานแต่งกันเยอะแยะ ภาพออกมาสวยงามดี ถ้าชอบก็ทำไปเถอะครับ ส่วนของเราขออยู่กันเงียบ ๆ ก็พอ


ทางด้านครอบครัววงศาคณาญาติล่ะ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยมีใครมาหาที่บ้าน แม้ว่าหมู่บ้านจัดสรรของผมกับละแวกที่เป็นพื้นเพของญาติพี่น้องจะไม่ไกลกันมาก มาวันหนึ่งผมอยากรู้ว่าตอนนี้พวกเขายอมรับการมีคู่ของเราได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว หรือว่าตอนที่เราอยู่ด้วยกันมาได้ยี่สิบปีพอดี ผมได้ลองเชิญญาติพี่น้องทุกคนมางานปีใหม่ที่บ้านผมกันครับ

ซึ่งผลตอบรับดีมากครับ เป็นการรวมญาติครั้งแรกในวงตระกูลเราเลย เพราะปกติกว่าจะรวมกันได้มักจะเป็นงานศพอากงอาม่าเท่านั้น ไม่เคยมีใครจัดงานอะไรที่รวมญาติได้สักครั้ง ผมเห็นญาติ ๆ สามสิบกว่าคนมาที่บ้าน เอาหลานเหลนมาแสดงความสามารถโน่นนี่ ปลื้มใจครับ แสดงว่าทุกคนยอมรับเราแม้ว่าจะไม่มีคำพูดใดออกมา ไม่เห็นจะต้องจัดงานฉลองครบรอบแต่งงานยี่สิบปีให้คนหมั่นไส้เลย งานปีใหม่ปีนั้นต่างหากที่มีความหมายมากกับชีวิตคู่ของเรา


มาเรื่องเพื่อนบ้านบ้างครับ เราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรระดับรากหญ้า ถึงแม้ปัจจุบันผมสามารถขยับขยายไปอยู่หมู่บ้านสำหรับชนชั้นกลางได้แล้ว แต่แทนเขาติดที่ และผมก็เห็นว่าตรงนี้เป็นจุดเริ่มตันของชีวิตคู่ก็ไม่อยากย้ายไปที่อื่นครับ แต่ได้ซื้อที่แปลงข้างเคียงขยายบ้านออกไปและขยายต่อเติมบ้านให้ใหญ่ขึ้น

หมู่บ้านของคนรากหญ้าก็มักมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าหมู่บ้านชั้นดี เราไม่ได้สุงสิงกับเพื่อนบ้านมากไปกว่าทักทายทุกครั้งที่เจอหน้า ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เช่นแทนเขาเป็นคนตัวใหญ่ มักมีบ้านสาวโสดที่อยู่กับแม่แก่ ๆ มาขอให้ช่วยอุ้มแม่เขาขึ้นรถไปโรงพยาบาลบ้าง บางบ้านขอให้ช่วยเปลี่ยนหลอดไฟ หรือขึ้นตัดกิ่งไม้บ้าง แทนเขาก็ช่วยอย่างเต็มใจทุกครั้ง เพื่อนบ้านไม่รังเกียจเรานะครับ

งานแต่งงานลูกสาวเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เขาเลือกเชิญบ้านเราบ้านเดียวจากคนทั้งซอย เขาบอกว่า มีแค่เราสองคนที่ทักทายเขาและลูกสาวสม่ำเสมอตั้งแต่ลูกเขายังเล็กจนถึงวันแต่งงาน เพื่อนบ้านบางคนแม้ย้ายออกไปแล้วก็ยังแวะเวียนเอาขนมมาฝากเราบ้าง เอามาห้อยไว้ที่ประตูรั้วบ้าง คนไทยรับเรื่องของเพศที่สามได้ครับ ถ้าเราวางตัวพอเหมาะพอดี





อีกเรื่องที่อยากเล่า ก็คือเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ เราโชคดีที่เกิดเป็นคนไทย ถ้าเกิดเป็นคนประเทศอื่นบางประเทศ การเป็นเพศที่สามหรือการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเราอาจถูกแขวนคอประจานได้ แต่จริง ๆ แล้วเรายังต้องการมากไปกว่าการยอมรับทางสังคม มันคือเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลไงครับ

วันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ผมต้องพาแทนเข้าโรงพยาบาลด่วน เพราะเขามีอาการทรงตัวไม่อยู่เหมือนโซเซตลอดเวลาคล้ายถูกจับเหวี่ยง พอถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ถามคำหนึ่งว่าผมเป็นอะไรกับคนไข้ ผมก็บอกว่าเป็นเพื่อน
“มีญาติพี่น้องคนไข้มาด้วยไหมเผื่อต้องเซ็นอนุญาตอะไร” ผมก็บอกว่าไม่มี ดีว่าเรื่องจบลงที่แทนมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากันอันเนื่องมาจากดื่มเบียร์มากเกินไป ซึ่งจัดว่าเป็นอาการไม่ร้ายแรงมากนัก

จากเหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมกลับมานึกว่าการครองคู่ของคนเพศเดียวกันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องผ่าตัดด่วน ใครจะเซ็นอนุญาตได้ ถ้ามีการขอความเห็นจากแพทย์เกี่ยวกับความเป็นความตายของอีกฝ่ายหนึ่ง แพทย์คงไม่ฟังความเห็นจากคนที่เป็นแค่ “เพื่อน” หรอกครับ แล้วผมจะไปหาญาติของแทนมาจากไหนในเวลาเร่งด่วนได้ ญาติใกล้ที่สุดต้องขับรถมา ๔ ชั่วโมงจึงจะถึงจังหวัดที่ผมอยู่

มีเรื่องมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อคู่สมรสเพศเดียวกันจากกฎหมายให้คนเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกันได้ ผมขอพูดถึงเฉพาะเรื่องส่วนที่มีผลกับผมและแทนโดยตรงก็พอนะครับ อย่างผมทำประกันชีวิต ผู้รับประโยชน์ต้องเป็นคนสายเลือดเดียวกับผมเท่านั้น ให้แทนรับประโยชน์ไม่ได้นะครับ ทำไมผมให้คนที่อยู่กับผมมาเกินครึ่งชีวิตเป็นผู้รับประโยชน์ไม่ได้ ตรงนี้ในช่วงชีวิตของผมจะทันเห็นการเปลี่ยนแปลงไหมครับ

อยากเล่ารวบรัดว่า หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ แล้ว กรรมสิทธิ์ในบ้านหลังที่เราอยู่นี้ตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว อย่าให้เล่ารายละเอียดเลยครับ เรื่องมันยาว แทนมีฐานะตามทะเบียนบ้านเป็นเพียงผู้อาศัย วันหนึ่งถ้าผมจากโลกนี้ไปก่อน ทายาทอันชอบธรรมของผมคือน้อง หรือลูกของน้องจะได้เป็นเจ้าของบ้านคนต่อไป แล้วแทนละครับจะไปอยู่ที่ไหน
ตรงนี้จะไม่มีปัญหาเลยถ้ามีกฎหมายจดทะเบียนสมรสของคนเพศเดียวกันออกมา แต่ในเมื่อยังไม่มีกฎหมายนี้ ผมแก้ปัญหาอย่างนี้ครับ

วันเกิดของแทนปีหนึ่งไม่นานมานี้เอง บนโต๊ะอาหารใต้แสงเทียน ผมยื่นซองสีสวยให้แทนเหมือนจะเป็นการ์ดวันเกิด แต่จริง ๆ มันคือพินัยกรรมครับ ผมเขียนไว้มีใจความสำคัญว่าถ้าผมตายก่อนแทน ให้แทนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้จนตลอดชั่วอายุของแทน จากนั้นทายาทโดยชอบธรรมของผมจึงจะเข้ามาครอบครองได้ และผมยังยกเงินในบัญชีส่วนหนึ่งให้เขาด้วยเพื่อที่เขาจะได้ใช้จ่ายอย่างสบายในบั้นปลายของชีวิต แทนอ่านละเอียดแล้วก็ไม่พูดอะไร ยื่นมือมาใต้โต๊ะแล้วบีบมือผมเบา ๆ

เรื่องของคนวัยนี้ก็วนเวียนกับเรื่องพวกนี้แหละครับ วางแผนอะไรไว้ก่อน จริง ๆ ไม่รู้ใครจะไปก่อนใคร แต่ชีวิตทุกวันนี้ไม่หดหู่เลยนะครับ เล่นเฟซ เล่นไลน์กันสนุกสนาน ผมก็เล่นกีฬากับเพื่อนผู้ชายแท้ ๆ ทั้งก๊วนมานานหลายปีแล้ว ยามว่างก็มีงานอดิเรกที่ต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้า หลายคนเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน มีความสุขทุกวันครับ

แทนเขาดื่มเบียร์วันละสามขวด แต่ก็รักษาสุขภาพเช่นกัน ใครว่าอะไรดี อะไรบำรุงก็หามากินหมด รู้ไปหมด แต่ที่เลิกไม่ได้อย่างเดียวคือเบียร์ จะหยุดดื่มก็ ๕ วันก่อนหมอนัดตรวจสุขภาพ พอหมอบอกผ่าน ก็กลับมาดื่ม ๓ ขวดเหมือนเดิม เลิกไม่ได้แล้วครับ แต่เมาแล้วก็นอน ไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร ไม่เคยอาละวาดหาเรื่องผมเหมือนตอนหนุ่ม ๆ อีกเลยครับ


ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ให้ความสนใจและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์นะครับ มาถึงตอนจบ ก็ไม่รู้จะจบอย่างไรเสียนี่ แต่ไม่เศร้านะครับ ยังไม่มีใครตาย อิอิ อยากบอกว่าผมก็ไม่ได้แก่มากมายนะครับ อายุห้าสิบสี่เอง คุณว่าเบิร์ดธงไชย ตั๊กมยุราแก่ไหม สองคนนั่นอายุมากกว่าผมสองสามปีเลยนะ ผมแค่เยาวชนรุ่นน้อง

พูดเล่นน่ะครับ ป๋าเบิร์ด ยังไงก็เป็นข้อยกเว้นตลอดกาล ผมเองรูปร่างยังดีเพราะเล่นกีฬาสม่ำเสมอ แต่หน้าตาก็แก่ไปตามวัยแล้วเพราะไม่เคยบำรุง ไม่เคยเข้าคอร์ส ส่วนแทนเขาตัวสูง ตอนนี้ก็แค่ดูหนาขึ้น พุงไม่ใหญ่แต่ออกรอบ ๆ เอวมากกว่าตามประสาคนกินเบียร์ หน้าตาก็ไม่แก่ไม่เหี่ยวมากมีแต่กระเท่านั้นที่มาเต็มหน้าแล้ว

ในเวลาที่ผมนั่งพิมพ์อยู่นี้ แทนก็นั่งที่โต๊ะอีกตัวหนึ่ง หน้าคอมส่วนตัวของเขา กำลังเล่นเฟสบุ๊คกับไลน์พีซี เขาชอบส่งรูปโป๊ หนังโป๊ไปให้พรรคพวกไลน์กลุ่มของเขา คนแก่เดี๋ยวนี้เห่อไลน์ เห่อส่งรูปโป๊กันนะครับ ส่วนมากเลยแหละ ก็ดีครับ ชีวิตไม่เหงา มีกิจกรรมกันเรื่อย ๆ แต่ผมกับแทนไม่ได้เป็นเพื่อนเฟสบุ๊คกันนะครับ ต่างคนต่างมีโลกออนไลน์ส่วนตัวที่ใครอยากจะเป็นแบบไหนก็เป็นได้ คงมีคนรุ่นลูกรุ่นหลานมาปลื้มมาจีบเขาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เขาก็แค่คุยเล่นสนุก ๆ คงไม่คิดสานสัมพันธ์กับใครอีกแล้วครับ

ชีวิตคู่ของเราก็คงจะไปเรื่อย ๆ แบบนี้ อยู่กันไปเหมือนกับที่อยู่กันมาตั้งสามสิบปี เรามองแค่วันนี้กับวันพรุ่งนี้ก็พอ เดี๋ยวมันก็เป็นปีเอง จากปีหนึ่งไปอีกปีหนึ่งก็ไม่นาน เผลอแป๊บเดียวก็ปีแล้ว เผลออีกแป๊บก็สิบปี วันเวลามันเท่ากันทุกวัน บางคนดูว่าเวลาผ่านไปช้า บางคนดูว่าผ่านไปเร็ว อยู่ที่ว่าเราเอาอะไรวัดมันต่างหาก

เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดคงเป็นตัวอย่างในการครองคู่ให้ใครไม่ได้นะครับ คู่ใครคู่มัน เอาวิธีการของคู่หนึ่งไปใช้กับอีกคู่หนึ่งเลยไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนเพราะต่างคู่ก็ต่างปัจจัยแวดล้อม ชีวิตคู่ของเพศเดียวกัน อยู่ด้วยกันง่าย แต่เลิกกันง่ายยิ่งกว่า

เราไม่มีจารีตประเพณีเป็นตัวกำหนด ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีลูกเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้ง เราอยู่ด้วยกันไม่มีใครรู้ เราเลิกกันก็ไม่มีใครสนใจ ดังนั้นชีวิตคู่ของคนเพศเดียวกันจึงดูเหมือนเปราะบางกว่ารักของชายหญิงทั่วไปนะครับ ต้องหนักแน่นครับจึงจะประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวได้


วกมาที่เรื่องของผมกับแทนอีกสักหน่อย เราอยู่กันมาสามสิบปีไม่เคยบอกรักกันเลย แม้แต่ตอนอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ ก็ไม่เคยพูดคำหวานใส่กัน พูดอะไรก็พูดเป็นจริงเป็นจัง พูดเรื่องคนโน้นคนนี้ เรื่องงาน เรื่องการบ้านการเมือง แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะพูดหวาน ๆ รัก ๆ แบบที่เคยอ่านในนิยาย หรือเพราะเราเป็นผู้ชายเหมือนกันก็ไม่รู้นะครับจึงไม่ได้คิดพูดอะไรหวาน ๆ รัก ๆ กัน

แต่ไหน ๆ ก็มาถึงปีที่สามสิบแล้วผมอยากพูดไว้ในพันทิปนี้นะ อยากพูดบอกรักแทน จะสำเร็จไหมหนอ เขาไม่มาอ่านหรอกครับ เขาไม่เข้าพันทิป แต่ถ้าเกิดมีการแชร์กระทู้นี้ในเฟสบุ๊คก็ไม่แน่อาจไปถึงเขาได้สักวัน ที่นั่งพิมพ์เป็นข้าวตอกแตกอยู่นี้ ไม่เคยบอกเขาเลยนะครับว่ากำลังทำอะไร คงไม่บอกหรอกครับว่าเอาเรื่องของเรามาเล่าในพันทิป

ถ้าเขารู้ว่าผมตั้งชื่อเขาว่าแทน เขาคงหัวเราะก๊าก ๆ ว่าผมบ้านิยาย คนรุ่นนั้นส่วนมากก็ชื่ออู๊ดแอ๊ดอี๊ด ไม่เห็นมีใครชื่อแทนสักคน ไม่ให้เขาอ่านดีกว่า แต่ผมจะพูดคนเดียว ตามที่ใจอยากพูด แทนไม่ได้อ่านก็ไม่เป็นไรครับ เอานะ เริ่ม ๆ

คุณคงไม่ได้นับ และคงไม่สังเกตใช่ไหมว่าตอนนี้เราอยู่ด้วยกันมาได้กี่ปีแล้ว แปลกใจไหมครับ มันสามสิบปีแล้วนะ จำวันที่ผมหิ้วถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าชุดแรกเข้ามาอยู่กับคุณได้ไหม เหมือนเมื่อวานนี้เองนะในความรู้สึกของผม

ผมโชคดีจังที่ได้มาอยู่บ้านนี้กับคุณ บ้านมันก็กว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก ผมอยู่คนเดียวไม่ได้หรอกนะถ้าไม่มีคุณ เราอยู่มาสามสิบปีแล้ว เรามาทำอีกสามสิบปีร่วมกันได้ไหม คุณเคยบอกผมว่าชีวิตคู่ก็เหมือนกับการผ่อนบ้าน ถึงเดือนก็ส่งค่างวด ผ่อนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็หมดเองไม่รู้ตัว ก็คงเหมือนวันนี้ที่คุณยังไม่รู้ตัวเลยว่าครบสามสิบปีแล้ว งั้นทำลืม ๆ อีกสักแป๊บก็คงผ่านไปอีกสามสิบปี เราทำได้แน่นอนครับ เราอยู่ต่อเพื่อกันและกันนะครับ

ขอบคุณที่ให้ผมได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคุณ ขอบคุณที่ดูแลและเป็นกำลังใจให้ผมเสมอ ผมโชคดีที่ได้พบและได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ วันนี้ผมอยากพูดคำที่ผมไม่เคยพูดได้สำเร็จสักครั้งในรอบสามสิบปีที่เราอยู่ด้วยกันมา ผมรักคุณครับ


ที่มา: Pantip
แชร์ไปยัง Google Plus
- Advertisement -