- Advertisement -

เธอทำได้อย่างไร..?! ขายชาเขียวเย็นเพียงแก้วละ 20บ.แต่ทำกำไรได้ถึงเดือนละ 6 หมื่นบาท+ !!!


ซื้อบ่อยมาก กินจนเจ็บคอ เลยสนิทกับแม่ค้า จึงเป็นที่มาของเรื่องราวหลังจากนี้
----------------------------------------------------------------
เคยสังเกตไหม ร้านขายน้ำดื่ม ประเภท ชา กาแฟ น้ำผลไม้
บางร้านขายดีมาก บางร้านขายได้น้อย บางร้านเจ๊ง ปิดตัวไป เข้าทำนอง เจ้าเก่าเจ๊งไป เจ้าใหม่มาเปิดต่อ

พี่น้อย เป็นแม่ค้าตลาดนัดเล็กๆแห่งหนึ่ง ร้านนี้ขายน้ำดื่ม ประเภท ชาเขียวเย็น ชาเย็น(ชาชักของภาคใต้) โกโก้เย็น กาแฟเย็น และยังมีน้ำผลไม้
เช่น สตอเบอร์รี่ปั่น มะพร้าวปั่น น้ำส้มปั่น น้ำหวานโซดา รสชาติต่างๆ แบบที่ขายเป็นขวดในแมคโครแบบนี้ แล้วเอามาชงกับโซดาอีกที


พี่น้อยขายในตลาดนัด ขายแก้วละ 20-25 บาท ลูกค้ายืนต่อคิวกันตลอด พอลองซื้อทาน ปรากฏว่าอร่อยมาก อร่อยทุกอย่าง

โดยเฉพาะชาเขียวเย็น ฝีมือการชงเทพมาก กินแล้วฟินเหมือน Starbucks เลย แต่ราคา 20 บาท (รสชาติไม่เหมือน Starbucks แต่กินแล้วอร่อย ราคาประหยัด เราก็โอเคแล้ว) ส่วนชาชักเย็น (ชาภาคใต้ บ้านเกิดพี่น้อย)
ก็หอม เข้ม อร่อย แต่พี่น้อยคงจะหวงสูตร เลยชงมาจากบ้านแล้วค่อยมาแบ่งขายทีละแก้วที่ร้าน

ธุรกิจขายน้ำแบบนี้กำไรต่อแก้ว (Gross margin) ประมาณ 50% (หรือสูงกว่า)

รายได้ขึ้นอยู่กับทำเล รสชาติ และบริการ

ส่วนกำไรที่จะเข้ากระเป๋า ขึ้นอยู่กับต้นทุนค่าเช่าที่ และเงินเดือนลูกน้อง

พี่น้อยเล่าให้ฟังว่า พี่ทำชาเขียวเย็น ชาชักเย็น ขายส่งห้างแถวนี้ด้วย ซึ่งเดิมทีพี่น้อยก็เคยขายที่ห้างนี้มาหลายปี แต่ช่วงหลังๆสู้ค่าเช่าไม่ไหวเลยออกมาขายที่ตลาดนัด เคยเจอตลาดนัดใหญ่ๆบางที่เห็นพี่น้อยขายดี ก็ไล่พี่ออกมา ไม่ให้ขาย !!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจ้าของพื้นที่มีรายได้จากการปล่อยเงินกู้ด้วยรึเปล่า !!!
จนมาเจอที่นี่ เป็นตลาดนัดเล็กๆ แต่เจ้าของนิสัยดี ขายแล้วมีกำไรดี พออยู่ได้




จะอธิบายเรื่องการเช่าพื้นที่ขายของในห้างให้ฟังค่ะ ค่าเช่าพื้นที่ในห้างจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1. ค่าเช่าแบบคงที่ทุกเดือน เช่น บูทเล็กๆ ในห้าง จะประมาณ 2 หมื่น- 4 หมื่นบาทต่อเดือน แล้วแต่ห้าง แล้วแต่ทำเล


2. ค่าเช่าแบบอิงกับรายได้ของร้าน คิดเป็น % จากยอดขาย แต่ละห้างจะคิดไม่เท่ากัน แต่เป็นสัดส่วนที่สูงมากเลยล่ะ ใครที่เคยศึกษาหุ้นหรือกองทุนที่เป็นห้างสรรพสินค้า เช่น CPN ROBINS SF FUTUREPF CPNRF TLGF จะรู้ว่าห้างสรรพสินค้ามีโครงสร้างรายได้เป็นอย่างไร

แล้วกองอสังหากองไหนจ่ายปันผลเยอะบ้าง http://www.dd-healthy.com/archives/199

ซึ่งเรื่องน่าตะลึง คือ พี่น้อย เคยขายที่ห้างนี้ ช่วงปีแรกๆค่าเช่ายังต่ำ กำไรดีมาก แต่มาช่วงปีหลังๆนี้ ห้างรีโนเวทพื้นที่ และจัดเก็บค่าเช่าในรูปแบบใหม่ พี่น้อยขายได้เยอะขึ้น มีรายได้เดือนละ 2-3 แสนบาท แต่กำไรแทบไม่มี เพราะว่าค่าเช่าที่แพงมาก และยังมีค่าเงินเดือนลูกน้องอีก

การขายของในห้าง จะมีข้อกำหนดหลายอย่าง เช่น ต้องเปิดร้านทุกวันในเวลาที่กำหนด จึงต้องมีลูกจ้างประจำร้านตลอดเวลา บางที่คิดค่าปรับ บางที่อาจยกเลิกสัญญาได้ เพราะมีคนรอต่อคิวเช่าพื้นที่ตลอด< ทุกวันนี้พี่น้อยสบายใจ กับการขายน้ำดื่ม ที่ตลาดนัดเล็กๆแห่งนี้ ที่ยอดขายถือว่าไม่น้อยเลย คือ มากกว่า 200 แก้วต่อวัน กำไรอย่างต่ำวันละ 2 พันบาท หรือกำไรเดือนละ 6 หมื่นบาท มากกว่ามนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในเมือง ที่บางคนได้เงินเดือนแค่ 1-3 หมื่นบาท รายได้แทบไม่พอรายจ่าย แต่มนุษย์เงินเดือนก็มีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เฉลี่ยแล้วทำงานเดือนละ 20-21 วัน และยังมีวันลาป่วย ลากิจ ลาพักร้อน แถมยังมีโบนัส กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ส่วนพี่น้อยทำงานเดือนละ  30-31 วันไม่เคยได้หยุด และไม่มีสวัสดิการใดๆ พี่น้อยเปิดร้านคนเดียว ทำคนเดียว เก็บเงินคนเดียว แต่ก็เหนื่อยคนเดียวนะ ต้องขายทุกวัน ถ้าวันไหนไม่มาขาย ทางตลาดนัดเขาก็ยกพื้นที่ให้คนอื่นและถ้าหยุดบ่อยๆจะไม่ได้พื้นที่ประจำซึ่งเป็นโซนด้านหน้า คนเดินผ่านเยอะ ถึงจะป่วยพี่น้อยก็มาขาย เวลาฝนตกตอนช่วงเย็นๆ ก็รู้เลยว่าพี่น้อยคงลำบากแน่ๆ เพราะเคยไปซื้อเวลาฟ้ามืด ลมแรง ฝนใกล้ตกทีไร พี่น้อยก็มักจะพูดว่าฝนอย่าตกเลยนะ ขอแม่ค้าขายของเสร็จก่อน เมื่อวานพี่เปิดร้านปุ๊บ ฝนก็ตกตลอด พี่ก็เลยต้องปิดร้านกลับบ้าน ยังไม่ทันได้ขายเลย ถ้าวันไหนฝนไม่ตก พี่ขายถึง 3 ทุ่มครึ่งเลยนะ ขายดีมากด้วย อ่านมาถึงตอนนี้ เห็นรายได้ของพี่น้อยกันแล้ว อย่าเพิ่งลาออกจากงานไปขายชาเขียวเย็น กันหมดนะคะ เพราะที่ตลาดนัดแห่งนี้มีร้านขายน้ำดื่ม 5 ร้าน มีเพียงร้านพี่น้อย ร้านเดียวที่ขายดีมาก ปิดตัวไปแล้ว 2 ร้าน อีก 2 ร้าน ก็พออยู่ได้ (อ่านมาถึงตรงนี้ เราต้องการจะสื่อว่า ถ้าค่าเช่าห้างมันแพงนัก และคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็ซื้อกองทุน ซื้อหุ้น เป็นเจ้าของห้างมันซะเลยสิ ขึ้นค่าเช่าทุกปี ปันผลดีมากๆ แต่คุณควรมีความรู้ทางการเงิน การลงทุนในระดับนึงนะ ถ้าเป็นแม่ค้ารายย่อยก็ต้องทำแบบพี่น้อย ถึงจะรอดได้) ที่เขียนเรื่องนี้ เพราะต้องการจะเล่าตัวอย่างของผู้หญิงสู้ชีวิตคนหนึ่ง ที่ขยันทำมาหากิน แก้ไขปัญหาตลอดเวลา ไม่เคยปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป ไม่เคยย่อท้อต่อโชคชะตา






ถ้าวันนี้คุณกำลังตัดพ้อชีวิตตัวเอง ว่าเงินเดือนน้อย ไม่รู้จะทำอะไรที่ได้เงินเยอะขึ้น หรืออยากรู้ว่ามีหนทางอะไรบ้าง ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น

คุณมี 2 ทางเลือก

1. พัฒนาตัวเองในสายงานที่ทำอยู่  หรือถ้าเห็นจากตัวอย่างรุ่นพี่ในสายงานนี้มาแล้วว่าทำยังไงก็ไม่รุ่ง ก็ย้ายสายงานไปเลย จะเรียนโท เรียนภาษา ก็ทำเลย ไปเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เงินเดือนสูงขึ้น แล้วจะเอาเงินเดือนไปลงทุนก็ได้ หรือจะเอาเวลาว่างลองทำงานอดิเรกดูก็ได้
ลองอ่านกระทู้เก่า ที่เราเคยตั้งไว้ คือ 5 วิธีออกจาก Comfort Zone แบบง่ายๆ สไตล์มนุษย์เงินเดือน ทำช้อ 2-5 นะ
http://pantip.com/topic/33986088

2. ถ้าคิดแล้ว วิเคราะห์แล้วสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะพัฒนาตัวเองมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะได้เงินเดือนมากกว่า 3-4 หมื่นบาท ก็ลองหาทางค้าขายดู ขายตลาดนัดนี่ล่ะ ลงทุนน้อย ค่าเช่าล็อคแค่ 150-200 บาทต่อวัน ทดลองขายวันเสาร์ อาทิตย์ดูก่อน คิดจะทำอาชีพสุจริต ไม่ต้องอายใครหรอก  แต่อย่าเข้าใจผิดว่าขายของไม่กี่ชั่วโมง นี่ไม่เหนื่อยนะ อย่าลืมว่าตอนเช้าต้องไปซื้อวัตถุดิบ ตอนอยู่บ้านต้องเตรียมของ เตรียมอุปกรณ์ ขนของทุกวัน ฝนตก ฝนสาด แดดร้อน ถ้าขายดีก็ยืนขายเกือบตลอดนะ ... คุณต้องเป็นคนที่อึด ถึก อดทนมากพอสมควรเลย ถึงจะขายของที่ตลาดนัดได้ เราถึงได้เห็น พ่อค้า แม่ค้าตลาดนัดหลายคน หายหน้าไปบ่อยๆไงคะ


สู้ๆนะ รู้อะไรไม่สู้ลงมือทำ


ป.ล.สูตรชาเขียวเย็น สไตล์คล้ายๆพี่น้อย คือ ชาเขียวตรามือ(ซื้อที่แมคโคร) น้ำตาล/นมข้นหวาน นมสดเมจิ นมคาร์เนชั่น
แล้วใช้ถุงชงชา แช่ชาไว้ 5 นาทีนะ


จากคำถามและข้อสงสัยทั้งในกระทู้ ในเฟซ และ Inbox จะอธิบายให้ละเอียดขึ้นค่ะ

1.    ตอนพี่น้อยขายที่ห้าง ไม่ได้ขายแก้วละ 20 บาทเหมือนตลาดนัด แต่ขายแก้วละ 40-50 บาท ทำเลอยู่ตรงหน้า Food Center+Supermarket ของห้าง ที่คนเยอะมาก

ถ้าขายได้วันละ 200 แก้วต่อวัน แก้วละ 40 บาท รายได้ = 200*30*40 = 240,000 บาท ต่อเดือน
ถ้าขายได้วันละ 200 แก้วต่อวัน แก้วละ 50 บาท รายได้ = 200*30*50 = 300,000 บาท ต่อเดือน
ถ้าขายได้วันละ 300 แก้วต่อวัน แก้วละ 40 บาท รายได้ = 300*30*40 = 360,000 บาท ต่อเดือน
และห้างนี้มีคนเข้าห้างเฉลี่ยวันละ 120,000-150,000 คน (เป็นข้อมูลที่เปิดเผยในเว็บของทั้งห้าง และ SET ให้นักลงทุนทราบอยู่แล้ว) ยอดขายของบูทร้านน้ำดื่มตรงโซนที่มีคนเยอะมากและต้องซื้อน้ำดื่ม ตอนทานข้าว วันละ 200-300 แก้ว มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากนะ

2.    ที่ร้านพี่น้อยขายหลายอย่าง ไม่ได้ขายชาเขียวอย่างเดียว ที่เขียนอธิบายไว้ในช่วงแรกๆของบทความน่ะค่ะ สินค้าที่ขายดี คือ น้ำสตอเบอร์รี่ปั่น น้ำส้มปั่น น้ำมะพร้าวปั่น รองลงมา คือ ชาเขียว ชาชักเย็น แต่ จขกท.ชอบกินชาเขียว กับชาชัก เลยเน้นเป็นพิเศษ และพี่น้อยไม่ได้ชงสดๆ พวกชาเขียว ชาชัก จะชงมาเป็นหม้อ/เหยือกใหญ่ๆจากที่บ้าน แล้วมาแบ่งเทใส่แก้วที่หน้าร้าน ชงขายแบบวันต่อวัน เลยขายได้เร็ว ขายได้เยอะ

3.    นี่ไม่ใช่การดูถูกหรือต่อว่ามนุษย์เงินเดือน แต่เป็นการบอกว่า มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเดือนสูงกว่า 3-4 หมื่นบาท จริงๆแล้ว คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าพี่น้อย แต่ถ้ามีเงินเดือนน้อยกว่า 3-4 หมื่นบาท และไม่มีโอกาสจะได้มากกว่านี้ คุณต้องทบทวนตัวเองแล้วล่ะ และอย่าลืมว่าเงินเดือนคุณขึ้นทุกปี ปีละ 4-7% ลองเอามาเทียบกันดูว่าพออายุ 40-50 เท่าพี่น้อย ในตอนนั้นคุณควรจะมีเงินเดือนเท่าไหร่ อย่ามองภาพง่ายๆว่าขายของตลาดนัดแล้วมีกำไร 6 หมื่นบาทต่อเดือน แล้วลาออกไปขายของ เพราะมีร้านที่เจ๊งไปก็เยอะ แถมเหนื่อยมาก หยุดพักแทบจะไม่ได้เลย ที่เขียนละเอียดทุกแง่มุมขนาดนี้ เพราะอยากให้รู้ข้อมูล จากแม่ค้าตัวจริงที่ขายของมาเป็นสิบๆปี และถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน อย่าลืมอ่านกระทู้ 5 วิธีออกจาก Comfot Zone ด้วย


ที่มา: pantip
แชร์ไปยัง Google Plus
- Advertisement -